ปัญหามลพิษและปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์และเด็กเล็กอย่างไรบ้าง

เนื่องด้วยพฤติกรรมของเด็กและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กยังไม่ได้แข็งแรงมากนักที่จะสามารถป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโรคและฝุ่นละอองต่างๆได้ดังนั้นเราจึงควรมีวิธีการดูแลเด็กเด็กหรือแม้แต่ทารกในครรภ์ให้มีสุขภาพดีห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการดูแลร่างกายของผู้หญิงที่ตั้งท้องรวมถึงเด็กเล็กๆว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

1 หากเป็นการดูแลทารกที่ยังอยู่ในท้องของแม่ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาอวัยวะต่างๆของร่างกายรวมถึงระบบทางเดินหายใจปอดและสมองดังนั้นหากถ้าหญิงคนใดที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งท้องควรจะหลีกเลี่ยงไปในจุดที่เสี่ยงต่อการเจอกับฝุ่นมลพิษเพื่อป้องกัน

ไม่ให้ผลกระทบไปเกิดกับเด็กในครรภ์โดยเฉพาะหากอายุครรภ์ยังไม่ถึงหกเดือนควรที่จะต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั่นก็เพราะว่าหากเด็กในท้องได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 แล้วมันจะมีผลอันตรายในระยะยาวต่อเด็กในครรภ์ได้เลยซึ่งมีผลต่อระบบการพัฒนาสมองและระบบการทำงานของปอด

2 และสำหรับการดูแลเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงเก้าขวบหากเป็นการอยู่ที่บ้านก็ควรจะมีการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้ฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในบริเวณบ้านได้ควรมีการจัดเก็บทำความสะอาดบ้านไม่ให้มีฝุ่นผงและยิ่งในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโรคภูมิแพ้หรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคหืด โรคเกี่ยวกับปอดเรื้อรังยิ่งต้องมีการดูแลรักษาความสะอาดของบ้านอาคารที่อยู่อาศัยให้มากขึ้นงดเว้นการจุดธูป การสูบบุหรี่ภายในบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสูดอากาศที่เป็นพิษเข้าไป

3 และสำหรับการดูแลเด็กเล็กๆที่ต้องไปใช้ชีวิตเองที่โรงเรียนทางด้านโรงเรียนเองรวมถึงคุณครูที่ดูแลรับผิดชอบเด็กคุณจะดูแลให้เด็กอยู่แต่ในอาคารเรียนในช่วงนี้คุณหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและในห้องเรียนก็ควรให้เด็กใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน

การสูดฝุ่นละอองรวมถึงห้ามคุณครูสูบบุหรี่ในห้องเรียนและหากในเขตพื้นที่ของโรงเรียนเช็คแล้วว่าค่าฝุ่นPM2.5 ในพื้นที่เขตโรงเรียนมีปริมาณเยอะเกินมาตรฐานกำหนดอาจควรพิจารณาให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพของเด็กในเขตพื้นที่โรงเรียน

ข้อมูลที่แจ้งมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่แนะนำในเรื่องของการดูแลสุขภาพของเด็กทั้งที่อยู่ในครรภ์ของมารดาและอยู่นอกครรภ์ของมารดาเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหาในละอองPM2.5 ซึ่งกำลังเป็นอันตรายกับทุกคนเป็นอย่างมากในช่วงนี้

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เลือกอาหารก่อน และ หลัง ออกกำลังกายยังไงดีนะ 

การกินอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานหรือมีแรงในการออกกำลังกายได้มากขึ้นและนานขึ้นด้วย เพราะระหว่างการออกกำลังกายร่างกายเราจะใช้พลังงานและแรงค่อนข้างเยอะกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องเลือกกินอาหารให้เหมาะสมก่อนออกกำลังกาย

และกลับกันการเลือกกินอาหารหลังออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะร่างกายคุณหลังจากออกกำลังกายมาได้มีการสุญเสียพลังงานไปและมีการสูญเสียน้ำและกล้ามเนื้อเช่นกัน ดังนั้น การกินหลังออกกำลังกายก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับที่เราเลือกออกกำลังกายไปเช่นกัน 

การเลือกอาหารก่อน หรือ หลังออกกำลังกาย เราต้องดูด้วยว่าเราเลือกออกกำลังกายแบบไหนไป เพราะประเภทของออกกำลังกายและความต้องการสารอาหารจะไม่เหมือนกัน 

หากคุณเลือกออกกำลังกายแบบ Strength Training หรือ การออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือเรียกอีกอย่างว่า การเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนออกกำลังกายสัก 1-2 ชั่วโมง คุณควรเลือกกินอหารประเภท โปรตีน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ อย่าง อกไก่ ไข่ต้ม

และ ควรเลือกกิน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ขนมปังโฮลวีท ข้าวกล้อง เพื่อที่จะได้ให้ร่างกายมีแรงในการยกเวท และที่เลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะมีการปล่อยพลังงานให้ร่างกายอย่างช้าๆ คุณจะได้มีแรงหรือพลังงานนานขึ้น ส่วนหลังการออกกำลังกายประมาณ 30 นาที – 2 ชั่วโมง คุณควรเลือกอาหารประเภท โปรตีนเป็นหลัก อย่างน้อยต้องให้โปรตีนถึง 10-20 กรัม และหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือ น้ำตาล

หากคุณเลือกออกกำลังกายแบบ Cardio Training หรือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความฟิตและเผาผลาญไขมัน หรือ การออกกกำลังกายเพื่อ burn ไขมัน อย่าง การเดิน การวิ่ง การกระโดดเชือก การแอโรบิก เป็นต้น คุณควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายสัก 1-3 ชั่วโมง โดยเลือกกินอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ประมาณ 200-300 กรัม และเสริมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์

เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำหรับการไปออกกำลังกาย อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ข้าวกล้อง มันม่วง ธัญพืชต่างๆ เพื่อคุณได้อยู่ท้องและมีเรียวแรงไปออกกำลังกาย ส่วนโปรตีนและไฟเบอร์ อาจจะเป็น ปลาสักครึ่งตัว กินคู่สลัดก็ได้ ส่วนอาหารหลังออกกำลังกาย ควรกินภายใน 30 นาที – 1 ชั่วโมง โดยเน้นเป็นดื่มน้ำเปล่ามากๆ

เพราะเราเสียเหงื่อไปกับการ Cardio ค่อนข้างเยอะ ส่วนอาการควรเลือกอาหารทีให้พลังงานไม่มากจนเกินไป โดยคุณอาจจะกิน กล้วยสัก 1 ลูก คู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็พอที่จะทำให้อยู่ท้องได้ เพราะการที่เราไปCardio เพราะเราต้องการที่จะเผาผลาญไขมันออก เพราะฉะนั้นหากออกเสร็จแล้วก็อย่าเผลอกินหนักไปนะ!

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

ป้องกันและฟื้นฟูเพื่อสุขภาพที่ดี2

ในช่วงวัยที่อายุ 50-60ปีนั้นถือว่าเป็นช่วงอายุวัยที่มีความพิเศษหรือเรียกว่าวัยทอง ช่วงวัยช่วงนั้นคือต่อให้แข็งแรงมากหรือไม่แข็งแรงเท่ากันหมดยิ่งในเฉพาะผู้หญิงนั้น ผู้หญิงเราอาจจะต้องทำความเข้าใจในตัวเค้าอย่างมากว่า เมื่ฮอโมนต์หมดผู้หญิงนั้นไม่ได้ตกเหมือนผู้ชาย

แต่จะเป็นการตกมาเรื่องๆ คือการมีประจำเดือนจนวันหนึ่งประจำเดือนหมดจากที่เคยมีมาตลอด ก็จะต้องมีความผิดปกติเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเรียกว่าความเสื่อม ซึ่งมาตามวัยและตามธรรมชาติ ในผู้ชายนั้นก็มีวัยทองเช่นกัน แต่จะเป็นวัยทองที่มีความไม่เท่ากันซึ่งวันทองอาจจะเกิดในผู้ชายที่อายุ 60 65 หรือ70 ปี ก็ขึ้นอยู่กับ

การวางแผลและการใช้ชีวิตที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าในผู้ชายนั้นอาจจะแก่ช้ากว่าผู้หญิงถ้าวัดกันเรื่องฮอร์โมนต์ แต่ถ้าวัดกันด้วยปัจจัยแนๆ เช่นการใช้ชีวิต ทั้งความเครีย การนอกพักผ่อน ก็อาจจะไม่สามารถวัดได้นั่นเอง 

ในช่วงวัยที่อายุ 60ปีขึ้นไป แน่นอนว่าในช่วงวัยนี้นั้นมีความเสื่ออย่างแน่นอน กระดูกเริ่มไม่ดี หัวเข่าเริ่มไม่ดี ความจำเริ่มเสื่อม การนอนพักผ่อนเริ่มมีอาหารการนอนไม่หลับหรือหลับยากหรือในบางคนอาจจะหลับนาน น้ำหนักขึ้น ทุกอย่างจะเริ่มมีการเปลี่ยนไป ผมร่วงเอย หัวล้าน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้นั้นอยากจะสื่อว่าเราควรที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองใหม่นั่นเอง ในบางคนนั้นอาจจะบอกว่าคำว่าป่วยคือการที่ต้องนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง ซึ่งความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด ดังนั้นเราจะต้องมีการเปลี่ยนความคิดในหัวเราว่าความเสื่อที่เกิดขึ้นนี่แหละเป็นอาการของการเริ่มป่วยนั่นเอง

ถ้าหากเรานั้นปล่อยความเสื่อมให้ค่อยๆกัดกินตัวเราไปทีละนิด และในบางครั้งตัวเราไม่รู้ว่านั่นแหละคือปัญหาเราก็จะรอเวลาจนกว่าที่ร่างกายเรานั้นถึงเวลาที่ผุพังหมดแล้วนั่นเองเราถึงจะเข้าใจในสิ่งนี้

ในปัจจุบันนั้นตัวเลขของการเสียชีวิตจากโรคที่ไม่ได้มีการติดต่อ และเรื้อรังโดยในปัจจุบันนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้จำนวนมากกว่าร้อยละ73%เลยทีเดียว ซึ่งกล่าวได้ว่าโรคที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อมีเพียง20กว่า%เท่านั้นที่เหลือเป็นโรคที่เกิดจากการทำตัวเองทั้งสิ้น เช่นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดๆหรือไม่ระวัง เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง

โรคถุงลมป่องพองสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่และหารสูดควันพิษและโรคอ้วนเป็นโรคที่มาแรงมากในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้นั้นเป็นโรคที่เราสามารถทำตัวให้ดีขึ้นและทำให้เราไม่ป่วยได้ดังนั้นเมื่อตอนนี้ที่เรายังไม่ป่วยนั้นก็ควรที่จะดูและตัวเองให้ดีที่สุดเสียก่อนนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์