สารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ มีใบประกอบวิชาชีพเพียงแค่ 98 คน

 อึ้งหนักมาก เมื่อตรวจสอบพบครูทั้งหมด 400 คน ของ สารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ มีใบประกอบวิชาชีพเพียงแค่ 98 คน

          จากข่าวที่ครูประจำชั้นและครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล  ทำให้กระทรวงการศึกษาธิการต้องเข้ามาดูแลตรวจสอบ เนื่องจากทางด้านผู้ปกครองของเด็กได้มีการร้องเรียนเพิ่มเติมนอกจากการที่ครูทำร้ายเด็กแล้ว  ยังพบอีกว่าครูหลายคนในโรงเรียนแห่งนี้เรียนจบเพียงแค่ระดับชั้น ม.6 ก็มาเป็นครูกันแล้ว 

         ดังนั้นผู้ปกครองจำนวนหลายร้อยคน เรียกได้ว่าเป็นผู้ปกครองของทุกระดับชั้นเลยก็ว่าได้ที่มีการยื่นเอกสาร ส่งคำขอ ให้มีการแจงหลักฐานเป็นใบประกอบวิชาชีพของครูแต่ละคนมาให้ผู้ปกครองทำการตรวจสอบ  ไม่ว่าจะเป็นคนคนไทย หรือครูชาวต่างชาติ รวมถึงที่เป็นครูพี่เลี้ยงด้วยเช่นเดียวกัน

        และจากการที่ทางด้านโรงเรียนพยายามปฎิเสธ ไม่ให้ตรวจสอบมาตลอด ในที่สุดก็ไม่สามาถทนกระแสของสังคมได้ สุดท้ายทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงได้สั่งการลงมาโดยตรงและให้คนของกระทรวงเข้าทำการตรวจสอบเอกสารวุฒิการศึกษาของครูทุกคนที่สอนอยู่ภายในโรงเรียน สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ ทันที

       โดยเอกสารนั้นมีการระบุจำนวนครูที่สอนอยู่ภายใน โรงเรียน สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ แห่งนี้มีครูมากถึง 400 คนด้วยกัน แต่เมื่อทำการตรวจใบประกอบวิชาชีพ ซึงจะเป็นหลักฐานสำคัญว่าครูคนดังกล่าวนั้นได้เรียนจบครูมาหรือไม่นั้น กลับพบว่ามีคนที่จบครูแค่เพียง 98 คนเท่านั้นจาก 400 คน นั่นหมายถึงว่าโรงเรียน สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ แห่งนี้มีการรับคนที่ไม่ได้มาตรฐานการเป็นครูมาสอนเด็กนักเรียน   ซึ่งสวนทางกับค่าเทอมที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

        สำหรับเรื่องที่ครูในโรงเรียนไม่มีใบประกอบวิชาชีพนั้นก็เพราะว่า โรงเรียนไม่ยอมรับสมัครคนที่จบทางด้านครูมาโดยตรง เพราะหากมีการตรวจสอบตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศแล้วจะพบว่าในแต่ละปีนั้นจะมีคนที่จบทางด้านครูมาโดยตรงนั้นเยอะมาก และยังมีอีกมากที่ยังหางานทำไม่ได้

         ซึ่งเรื่องนี้ทาง โรงเรียน สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ จะต้องรีบจัดการแก้ไขเป็นการด่วน เพราะในเรื่องที่หลอกลวงเอาคนที่ จบเพียงแค่ ม.6 มาสอนหนังสือแล้วอ้างว่าจบครูมานั้น ทางด้านผู้ปกครองต่างก็รวมตัวกันฟ้องร้องกับทางโรงเรียนอยู่ในขณะนี้ และทางด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เองก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้ทางโรงเรียนรีบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ปกครองเป็นจำนวนมากไม่พอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก 

         และจากปัญหาของ โรงเรียน สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ นี้เองส่งผลให้โรงเรียน สารสาสน์ สาขาอื่นอื่นอีกกว่า 40 สาขาจะต้องถูกตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน 

  

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยจับยี่กี

พระแจ้งความจับหนุ่มหัวร้อนออกมาทำร้ายพระ

      เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2563 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณ 19:30 น.โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เหตุเกิดภายในวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งคนที่ถ่ายคลิปเอาไว้นั้นเป็นพระโดยธรรมพระสงฆ์ได้มีการไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจไว้เรียบร้อย

แล้วจากเหตุการณ์ในพื้นที่เห็นได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาที่วัดในช่วงเวลาค่ำแล้วเข้ามาทำร้ายร่างกายพร้อมส่งพร้อมทั้งยังข่มขู่พระและหลานชายของพระสำหรับต้นเรื่องของเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นได้เล่าให้ฟังว่าตั้งเวลาซักประมาณ 19:00 น.

ขณะที่พระกำลังเดินกลับมากุฏิของตนเองอยู่นั้นไม่มีหมา 2 ตัวเอาพระด้วยเสียงอันดังและมันพยายามที่จะมุดรั้วออกมาซึ่งทางกลับกุฏิของพระจะต้องเดินผ่านบ้านหลังเจ้าของเรื่องที่ก่อเหตุเมื่อเช้าเห็นว่าหมากลางจะออกมาจึงได้เอาไฟฉายส่องดูเลยตั้งใจว่าจะเอาไฟฉายส่องไล่หมาพระเองกลัวว่าหมาจะออกมากัดในเมื่อกล่องไปที่หมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็รีบเดินกลับกุฏิของตนเองโดยที่กุฏิของพระนั้นจะมีหลานชายของพระอายุ 10 ขวบมาอาศัยอยู่ด้วยซึ่งตอนนั้นหลานอายุ 10 ขวบกำลังนั่งกินข้าวอยู่ชายเจ้าของบ้านที่มีหมาก็เดินทางมาที่กุฏิแล้วก็หาเรื่องเคยต่อว่าพระทราบส่องไฟเข้าไปในบ้านเขาแล้ว

ยังเดินทำให้หมาเห่าพร้อมทั้งยังด่าทอพระต่างๆนานาถ้าจึงได้มีการถ่ายคลิปวีดีโอเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานเนื่องจากว่าแต่คนดังกล่าวนั้นไม่มีการทำร้ายพระด้วยดูในคลิปจะเห็นว่าได้คนนั้นพยายามที่จะเอาไปฉายฝ้ายมาที่พระแต่โชคดีอย่างมากที่พาได้หลบทันหลังจากเกิดเรื่องพระก็เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเอาไว้เพราะเกรงว่าชายคนดังกล่าวจะมาทำร้ายอีกรอบนึง โดยพระยังบอกอีกว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ได้

ต้องการให้ได้ชายคนดังกล่าวกลับมาขอโทษแต่อย่างใดเพียงแค่ต้องการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันชายคนนั้นกลับมาทำร้ายอีกและยังฝากเตือนประชาชนคนอื่นๆว่าหากมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นได้ถ่ายคลิปวีดีโอไว้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะเป็นหลักฐานที่สามารถช่วยเหลือเอาผิดคนที่มาทำร้ายเราได้

   นักข่าวได้เดินทางไปบ้านหลังที่เกิดเหตุเพื่อจะขอสัมภาษณ์แต่ไม่มีคนอยู่มีแต่หมาอยู่ 4 ตัวและเห่าเสียงดังมาก ซึ่งเชื่อว่าเหจุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะหมาเห่าคนเดินผ่านบ้านเท่านั้น แต่เจ้าของกลับหัวร้อนจนเกินไป 

 

สนับสนุนโดย  วิธีเล่นหวยยี่กีให้ได้กำไร

ความขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟ ทำให้ถูกฆ่ายกครัว 3 ศพ

        ที่จังหวัดพะเยามีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เดือนสิงหาคมปีพศ2563 เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงก็พบว่าบ้านพักดังกล่าวนั้นอยู่ในโครงการพระราชดําริบ้านเล็กในป่าใหญ่ 

ซึ่งภายในบ้านพักนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนทั้งหมด 3 คนด้วยกันโดยเป็นพ่อแม่และลูกซึ่งตัวลูกนั้นอายุเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้นเองโดยทั้ง 3 คนนั้นถูกอาวุธปืนยิงที่ลำตัวหลายนัดและเสียชีวิตหมดทั้ง 3 คนห่างจากบ้านที่เกิดเหตุไปประมาณ 300 เมตร

ซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นจุดลานจอดเฮลิคอปเตอร์มีศพชายอายุประมาณ 51 ปีเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนยิงซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบและสอบถามเรื่องราวกับคนในพื้นที่ทำให้ทราบว่าผู้ชายที่เสียชีวิตตรงบริเวณลานเฮลิคอปเตอร์นั้นเป็นผู้ที่ลงมือสังหาร 3 ครอบครัวในบ้านโดยทั้งหมดนั้นเป็นญาติพี่น้องกัน

ซึ่งผู้ที่ก่อเหตุนั้นคือคนที่ตายตรงบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์เลยเขาเป็นพ่อเลี้ยงของชายที่เสียชีวิตอยู่ในบ้านพักส่วนสาเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมีการคาดการณ์กันว่าน่าจะเกิดมาจากปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจที่ทั้งหมดทำร่วมกันโดยพยานยืนยันว่าชัยวัย 51 ปีที่เป็นพ่อเลี้ยงมักจะทะเลาะกับลูกเลี้ยงที่เสียชีวิตอยู่เป็นประจำ

ซึ่งสาเหตุของการทะเลาะกันนั้นก็เกิดมาจากการที่แย่งกันทำธุรกิจร้านกาแฟโดยธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากการที่พ่อเลี้ยงและแม่ของชายที่เสียชีวิตนั้นทำร่วมกันมาตั้งแต่ต้นและลูกเลี้ยงเองก็มาช่วยขยายกิจการจนในขนาดนี้ร้านกาแฟของครอบครัวนี้กำลังไปได้ดีทำให้ตัวพ่อเลี้ยงวันเกิดความกลัวว่าลูกเลี้ยงจะมาชุบมือเปิบธุรกิจร้านกาแฟของตนเอง

ไปจึงมักจะทะเลาะกันอยู่เป็นประจำและมีหลายครั้งที่มีคนมาช่วยไกล่เกลี่ยไม่ให้ทั้งคู่นั้นต้องลงไม้ลงมือกันแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะห้ามได้ในวันนี้พ่อเลี้ยงจึงได้มีการนำปืนมายิงครอบครัวของลูกเลี้ยงเสียชีวิตทั้งหมดและหนีไปยิงตัวเองตายตรงที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์นั่นเอง  

 เรามักจะเห็นคนในครอบครัวต้องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เรื่อยโดยสาเหตุนั้นก็มาจากปมเรื่องของเงินและอบรมการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งปัญหานี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เพราะคนเรามักจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเองดังนั้นเรื่องนี้สามารถนำมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่กำลังคิดจะทำธุรกิจร่วมกับเพื่อนหรือกับคนในครอบครัวก็ได้ว่า

ถ้าหากว่าเรายังไม่สามารถปล่อยวางเรื่องของเงินได้ก็ไม่ควรทำธุรกิจร่วมกับคนอื่นเพราะการทำธุรกิจร่วมกันนั่นหมายถึงว่าจะต้องมีการแชร์กันแบบครึ่งต่อครึ่งไม่ควรคิดว่าใครได้มากใครได้น้อยหรือใครเรื่องธุรกิจนี้ก่อนแล้วใครมาชุบมือเปิบนั่นเองเพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็คงจะหนีไม่พ้นเหตุฆ่ากันตายเหมือนกับข่าวในครั้งนี้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

แม่ค้าอาหารทะเลโวยตำรวจรีดไถเงิน

แม่ค้าอาหารทะเลโวยตำรวจรีดไถเงินแปดหมื่นบาทเพราะฝ่าเคอร์ฟิว แถมยังต้องให้อาหารทะเลตำรวจไปแกล้มเหล้าอีก

         เมื่อวันที่ 4 เดือนมิถุนายนปีพศ. 2563 ด้านนักข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้รับการร้องเรียนออกมาจากแม่ค้ารายหนึ่งโดยเธอต้องการให้ทางนักข่าวนั้นช่วยออกข่าวเพื่อต้องการขอความเป็นธรรมให้กับตัวของเธอเองเธอระบุว่าเธอเป็นแม่ค้าขายอาหารทะเลสด

ซึ่งเธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดตรังจับกุมในขณะที่เธอนั้นเดินทางไปรับอาหารทะเลที่จังหวัดพัทลุงซึ่งระหว่างทางนั้นเธอกำลังจะขับรถกลับบ้านแต่ว่าเกิดเลยเวลาเคอร์ฟิวเธอพบด่านตรวจของตำรวจซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เดือนมิถุนายนปีพศ 2563

ที่ผ่านมาเธอเล่าว่าตอนที่เธอกำลังกลับบ้านมานั้นเป็นช่วงเวลาที่เกิดฟรีแล้วขณะที่เธอกำลังมุ่งหน้าเข้ามาสู่ตัวเมืองพัทลุงนั้นเธอพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังมีการตั้งด่านเพื่อตรวจคนเข้าฟิวอยู่หลังจากนั้นเธอก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นจะคุมตัวไปที่โรงพักโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นได้มีการเอาโทรศัพท์มือถือของเธอไป

ซึ่งในการจับกุมครั้งนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงตั้งแต่สารวัตรไปจนถึงนายดาบและตำรวจฝึกหัดเธอยังบอกอีกว่าตอนที่เธอมาถึงโรงพักนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการแจ้งข้อหาของเธอไปหลายรายการและยังบอกให้เธอนั้นไปเคลียร์กับทางด้านสารวัตรซึ่งทางด้านสารวัตรนั้นได้มีการเรียกเงินเธอไปทั้งหมด 80,000 บาทเพื่อที่จะได้จบคดีแล้ว

ปล่อยตัวเธอออกมาแต่ในขณะนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอนะมีเงินไม่ถึง 80,000 บาท  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอลดเหลือ 40,000 บาทแต่เธอก็ยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการเจรจาตกลงกับทางด้านสารวัตรขอให้ลดจำนวนเงินลงในที่สุดก็สามารถตกลงกันได้ว่าเธอจะจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นจำนวนเงิน 10000 บาท

หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าเธอจะจ่ายเงินให้กับสารวัตรเป็นจำนวนเงิน 10000 บาทนั้นเธอก็ได้มีการติดต่อไปทางญาติของสามีของเธอเพื่อขอยืมเงินจำนวนทั้งสิ้น 5700 บาทหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาเธอไปเบิกเงินที่ตู้เอทีเอ็มอีก

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เงินจากเธอไปทั้งสิ้นรวมแล้ว 10,000 บาทแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการต่อรองขออาหารทะเลจากเธอไปที่เธอเตรียมมาจะเอาไปขายโดยมีการเอาทั้งกุ้งเอาทั้งหอยทั้งปูและปลา ซึ่งเป็นสินค้าที่เธอจะนำไปขายอีกทั้งยังบอกกับเธอด้วยว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครอย่างเด็ดขาดหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดก็ได้มีการตั้งวงกินเหล้ากัน

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังให้แม่ค้าแกะหอยนางรมให้กินจนเมื่อถึงเวลาหลังจากที่มีการกินเหล้ากันจะถึงเที่ยงคืนแล้วจึงได้ปล่อยตัวแม่ค้าคนดังกล่าวกลับบ้านซึ่งเธอบอกว่าในช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกกลัวมากและเธอไม่พอใจอย่างมากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวนัดพากันข่มขู่เธอ

และเมื่อกลับมาถึงที่บ้านเธอยังถูกเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวตามมาด้วยการโทรมาข่มขู่และสั่งห้ามเธอไม่ให้มีการใช้ข้อความบนโลกออนไลน์และเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงได้มีการติดต่อนักข่าวเพื่อให้ทำข่าวนี้ให้เป็นข่าว

ดังเธอต้องการร้องขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการเรื่องราวดังกล่าวมีให้เธอซึ่งตอนนี้ ท่านผู้กำกับได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ระหว่างการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ที่ถูกร้องเรียนมาทั้งหมดอยู่

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยผ่านเว็บ