อุทาหรณ์คนใส่คอนแทคเลนส์นอน 

ในการที่เรานั้นใส่คอนแทคเลนส์สำหรับคนที่สายตาสั้นนั้นที่เราต้องพึ่งคอนแทคเลนส์ดังนั้นเราต้องทำความสพอากอย่างพิถีพิถันอย่างมากเพราะว่าการที่เราล้างคอนแทคเลนส์นั้นไม่สะอาดจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งอย่างที่หลายคนนั้นไม่คาดคิดเลย

  เพราะว่าเรานั้นอาจจะเคยเห็นในตามข่าวบ้างหรือตามโลกออนไลนืที่ว่าการใส่คอนแทคนั้นทำให้ตานั้นเกิดอาการอักเสบเพราะว่าการที่เรานั้นไม่ดูแลดวงตาหรือว่าทำความสะอาดที่ไม่ถูกต้องนั้นอาจจะทำให้ดวงตาของเรานั้นบอดเลยก็ได้แต่ถ้าบางคนนั้นรู้ทันก็อาจจะเกิดอาการแค่ระคายเคืองโดยบางภาพนั้นเกิดจากคนไข้เป็นกระจกของคนไข้

ถูกเชื้อแบคทีเรียจนน่ากลัวพร้อมกันเชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บและโรคทางตา อันมีโอกาสทำให้เรานั้นตาบอดได้ที่สุดสำหรับดวงตาบางคนนั้นเกิดอาการถูกแบคทีเรียกัดกินบริเวณที่เป็นสีเป็นจุดที่เกิดแผลบนกระจกตา โดยสามารถเกิดขึ้นในเวลาแค่ 36 ชั่วโมง และถึงแม้ว่าแพทย์จะช่วยในการรักษาให้ได้ในเบื้องต้น แต่ก็ยังมีโอกาสสูญเสียการมองเห็นอยู่ในการที่เรานั้นใส่คอนแทคเลนส์นั้น

เราใช้เวลาที่ไม่นานมาหรอกเพราะว่าการที่เรานั้นยอมเพียงการเสียเวลาอันแค่น้อยนิดในการในการที่เรานั้นถอดออกก่อนเพราะว่าเชื้อแบคทีรียนั้นอยู่ในอยู่ในคอนแทคเลนส์การที่เรานั้นจะนอนหรือว่าเรานั้นจะว่ายน้ำเพียงแค่เรานั้นเสียเวลาในการถอดไม่ถึงสามนาทีเพื่อที่ให้ดวงตาของเรานั้นอยู่กับเราไปนานๆส่วนคนที่เคยมีอาการเจ็บที่ดวงตาแล้วตาแดง น้ำตานั้นไหลตลอดเวลา

อาการเหล่านี้ก็เป็นอาการที่ก็เหมือนการแจ้งเตือนว่าเรานั้นดูแลการรักษาอันตรายเกี่ยวกับตานั้นไม่สะอาดสำหรับบางคนนั้นตาพล่ามัวมองไม่เห็นไม่ชัดแต่ทำเป็นว่าอีกสักพักเดียวก็หายถ้าเรานั้นยังทำอยู่แบบนี้บ่อยเราบอกว่าอนาคตนั้น

เราอาจจะเสียดวงตาเลยก็ได้ ดังนั้นเราควรที่จะดูแลในเรื่องความสะอาดและอุปกรณ์ต่างๆของคอนแทค เช่นตลับคอนแทคเลนส์นั้นเมื่อถึงเวลานั้นเราก็ทิ้งหรือว่าเรานั้นจะเปลี่ยนทุกเดือนนั้นก็ดีส่วนคอนแทคนั้นเราต้องล้างให้สะอาด

และมือเรานั้นในเวลาที่ถอดหรือใส่นั้นให้เราล้างมือเพื่อที่เราจะไม่ไม่มีอาการเจ็บที่ตา หรือว่าทำให้ตาของเรานั้นเกิดอาการอักเสบ ส่วนใครที่ชอบใส่คอนแทคเลนส์ในเวลานอนก็ต้องระว้งด้วยเพราะว่าคอนแทคนั้นเราใส่เวลาที่เรานั้นมองไม่ใช่ใส่นอนเพราะว่าเชื้อโรคและแบคทีเรียนั้นก็อยู่ในคอนแทบดังนั้นเราควรที่จะถอดออกเพื่อที่จะทำความสะอาด 

 

สนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ ราคา

ป้องกันและฟื้นฟูเพื่อสุขภาพที่ดี2

ในช่วงวัยที่อายุ 50-60ปีนั้นถือว่าเป็นช่วงอายุวัยที่มีความพิเศษหรือเรียกว่าวัยทอง ช่วงวัยช่วงนั้นคือต่อให้แข็งแรงมากหรือไม่แข็งแรงเท่ากันหมดยิ่งในเฉพาะผู้หญิงนั้น ผู้หญิงเราอาจจะต้องทำความเข้าใจในตัวเค้าอย่างมากว่า เมื่ฮอโมนต์หมดผู้หญิงนั้นไม่ได้ตกเหมือนผู้ชาย

แต่จะเป็นการตกมาเรื่องๆ คือการมีประจำเดือนจนวันหนึ่งประจำเดือนหมดจากที่เคยมีมาตลอด ก็จะต้องมีความผิดปกติเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเรียกว่าความเสื่อม ซึ่งมาตามวัยและตามธรรมชาติ ในผู้ชายนั้นก็มีวัยทองเช่นกัน แต่จะเป็นวัยทองที่มีความไม่เท่ากันซึ่งวันทองอาจจะเกิดในผู้ชายที่อายุ 60 65 หรือ70 ปี ก็ขึ้นอยู่กับ

การวางแผลและการใช้ชีวิตที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าในผู้ชายนั้นอาจจะแก่ช้ากว่าผู้หญิงถ้าวัดกันเรื่องฮอร์โมนต์ แต่ถ้าวัดกันด้วยปัจจัยแนๆ เช่นการใช้ชีวิต ทั้งความเครีย การนอกพักผ่อน ก็อาจจะไม่สามารถวัดได้นั่นเอง 

ในช่วงวัยที่อายุ 60ปีขึ้นไป แน่นอนว่าในช่วงวัยนี้นั้นมีความเสื่ออย่างแน่นอน กระดูกเริ่มไม่ดี หัวเข่าเริ่มไม่ดี ความจำเริ่มเสื่อม การนอนพักผ่อนเริ่มมีอาหารการนอนไม่หลับหรือหลับยากหรือในบางคนอาจจะหลับนาน น้ำหนักขึ้น ทุกอย่างจะเริ่มมีการเปลี่ยนไป ผมร่วงเอย หัวล้าน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้นั้นอยากจะสื่อว่าเราควรที่จะต้องเปลี่ยนตัวเองใหม่นั่นเอง ในบางคนนั้นอาจจะบอกว่าคำว่าป่วยคือการที่ต้องนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง ซึ่งความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด ดังนั้นเราจะต้องมีการเปลี่ยนความคิดในหัวเราว่าความเสื่อที่เกิดขึ้นนี่แหละเป็นอาการของการเริ่มป่วยนั่นเอง

ถ้าหากเรานั้นปล่อยความเสื่อมให้ค่อยๆกัดกินตัวเราไปทีละนิด และในบางครั้งตัวเราไม่รู้ว่านั่นแหละคือปัญหาเราก็จะรอเวลาจนกว่าที่ร่างกายเรานั้นถึงเวลาที่ผุพังหมดแล้วนั่นเองเราถึงจะเข้าใจในสิ่งนี้

ในปัจจุบันนั้นตัวเลขของการเสียชีวิตจากโรคที่ไม่ได้มีการติดต่อ และเรื้อรังโดยในปัจจุบันนั้นมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้จำนวนมากกว่าร้อยละ73%เลยทีเดียว ซึ่งกล่าวได้ว่าโรคที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อมีเพียง20กว่า%เท่านั้นที่เหลือเป็นโรคที่เกิดจากการทำตัวเองทั้งสิ้น เช่นโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดๆหรือไม่ระวัง เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง

โรคถุงลมป่องพองสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่และหารสูดควันพิษและโรคอ้วนเป็นโรคที่มาแรงมากในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้นั้นเป็นโรคที่เราสามารถทำตัวให้ดีขึ้นและทำให้เราไม่ป่วยได้ดังนั้นเมื่อตอนนี้ที่เรายังไม่ป่วยนั้นก็ควรที่จะดูและตัวเองให้ดีที่สุดเสียก่อนนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

คอยย้ำตัวเองอยู่ตลอดเวลา หนึ่งในสิ่งสำคัญในการฝึกเลิกบุหรี่

ใครที่ได้ยินว่าข้อนี้นั้นช่วยให้คนเรานั้นเลิกบุหรี่ได้ ก็ต้องบอกเลยว่า มันคงหน้าขำมากกว่าจะเชื่อ แต่เราก็เคยได้ยินเรื่องวิธีการสะกดจิตมาแล้ว คำว่าสะกดจิตนั้นเป็นอะไรที่มีมานานมากแล้ว แล้วมันก็ได้ผลอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆคน

อันนี้อาจจะไม่ถึงขั้นเป็นการสะกดจิตอย่างจริงๆจังๆจากนักสะกดจิต แต่นั้นเป็นเพียงการสะกดจิตตัวเองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง นี่คือการพูดกับตัวเองซะมากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การที่เรานั้นพูดกับตัวเองแบบนี้ อย่าได้ออกเสียงตามสถานที่ต่างๆล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นบ้า

เราจะข้ามคำว่าการสะกดจิตออกไปดีกว่า มันคือการคอยพูดย้ำกับตัวเองต่างหาก เป็นการเตือนสติว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร จริงๆแล้วมันมีข้อดีตั้งมากมายในการเลิกบุหรี่นี้ มีเยอะมากจริงๆ แต่ก็น่าเสียดายที่ คนเรานั้นมักจะลืมมันไปเอง จากจิตใจที่ไม่กล้าแข็งพอ แล้วก็ความอ่อนข้อให้กับตัวเอง ดังนั้นแล้ว นี่คือวิธีได้ทำให้ได้ผลอย่างมากกว่าที่คุณคิดเลยล่ะ

เพราะการพูดกับตัวเองนั้นทำให้สิ่งที่เราคาดหวังไว้นั้นยังอยู่ โดยไม่หลงลืมมันไปหรือโดนกิเลศปิดบังออกไป ซึ่งนี่คือวิธีที่ต้องเรียกว่า เป็นการเซฟทุกสิ่งที่ทำอยู่ เป็นปราการที่จะทำให้ความตั้งหวังของเราไม่พัง เราจะต้องตอกย้ำอะไรกับตัวเองหรือต้องพูดอะไรกับตัวเองนั้นหรือ แต่ละคนนั้นเหมือนกันก็จริง แต่การเลิกบุหรี่นั้นมีข้อดีอยู่มากมายจริงๆ

เราเพียงเรียนรู้ข้อดีของมันแล้วก็เลิกออกมาสักอย่างสองอย่างก็เพียงพอแล้ว นั้นก็จะทำให้บุหรี่ได้เจอกับอุปสรรคอันแสนยิ่งใหญ่แล้ว ใครก็ตามยิ่งถ้ามีเรื่องที่ทำให้อยากเลิกบุหรี่อยู่แล้ว ก็จับมันไว้ให้มั่น ไม่ว่าจะเป็น เพื่อคืนที่รัก เช่นลูกคุณหรือภรรยาคุณ ก็ดี หรือจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายอันมหาศาลก็ดี ทั้งหมดนั้นทำให้เป็นพลังอันแสนยิ่งใหญ่ได้ เพราะว่ามันทำให้เราตัดสินใจอยากเลิกได้ แต่นับวันเราเรก็จะลืมมันไป ซึ่งนั้นไม่ดีเลย ดังนั้นต้องจำไว้ให้มั่นว่าเราเลิกเพราะอะไร แล้วมันก็จะเป็นพลังอันแกร่งกล้าตลอดไป

คนเรามักจะไม่ค่อยเห็นพลังในตัวเอง เพราะคิดว่ามันช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก เราคิดว่าสิ่งภายนอกต่างหากที่จะช่วยเราได้ ดังนั้นเรานั้นไม่เคยแม้แต่จะเชื่อพลังในตัวเองเลย เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ นี่คือหนทางในการทำให้ปลุกพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวได้นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

ผลของการดูแลสุขภาพร่างกาย

ในปัจจุบันนี้ การดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ในการดำรงชีวิตประจำวันของสุขภาพหรอร่างกายของตัวเองนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อตัวของเราอย่างมากเช่นกัน เราจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่

ในยุคปัจจุบันนี้ มีความนิยมในการดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายกันอย่างมาก เพราะเกิดความเป็นเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีนักในประเทศของเรา ฉะนั้นการที่เรานั้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน เพิ่มภูมิต้านทาน สิ่งต่างๆ ที่จะนำมาสู่ร่างกายของเรานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เป็นสิ่งที่สำคัญและควรทำอย่างมาก

การดูแลสุขภาพร่างกาย

เราสามารถทำได้ง่ายๆ เพราะการดูแลสุขภาพร่างกายของเรานั้น มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่ที่ว่าเรานั้น สามารถสะดวกในการดูแลรักษาร่างกายของเราแบบไหนกัน ตามสะดวกของแต่ละคนได้เลย สำหรับคนที่ไม่มีเวลาในการดูแลใส่ใจในเรื่องของสุขภาพร่างกายของตัวเอง ก็สามารถหันมาใส่ใจและดูแลได้ง่ายๆ เช่นกัน เพียงเรานั้น

ทานอาหารให้ครบห้ามหมู่ เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง มีภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้น มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา ให้มีประสิทธิภาพ ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น การทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารที่ครบหลักห้าหมู่นั้น ถือว่าเป็นเรื่องทีดีมากๆ

เพราะการที่เราทานแต่อาหารที่มีประโยชน์นั้น จะสามารถช่วยให้เรานั้น มีพลังงานทดแทนกันอย่างมาก สารอาหารเหล่านี้ จะช่วยทดแทนพลังงาน ในการรับประทานอาหารของเรา ฉะนั้นการที่เราทานผัก ผลไม้หรืออาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เข้าไป ถือว่าเป็นผลดีต่อร่างกายของเราอย่างมากเช่นกัน ฉะนั้นลองหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายของเราด้วยวิธีการนี้ดู

การออกกำลังควบคู่ไปด้วย

การออกกำลังกายนั้น ก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการ ทำให้เรานั้น มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายของเรา นอกจากจะมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังสามารถทำให้หุ่นเรานั้น กระชับ หุ้นดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นนอกจากเรานั้น

จะทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว เราต้องรู้จักการออกกำลังกาย ควบคู่กับการทานอาหารด้วย เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จะใช้พลังงานมนร่างกายได้อย่างสมดุลกัน

เพราะการที่มีอาหารที่มีประโยชน์ บวกกับการออกกำลังกาย ร่างกายของเราก็แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อสิ่งต่างๆมากยิ่งขึ้น จะเจ็บปวดได้ยากขึ้น ฉะนั้นเราต้องเริ่มหันมาใส่ใจตัวเองกันได้แล้ว โดยสภาวะในประเทศปัจจุบันนี้ เรายิ่งต้องรู้จักใส่ใจร่างกายเรามากที่สุดแล้ว

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

โรคที่ใคร ๆ ก็กลัว

HIV  เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง  ที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้  เป็นเพียงการชะลอควบคุมอาการไม่ให้โรคร้ายแรงมากขึ้น  เราเรียกว่า  โรคเอดส์ ปัจจุบันในประเทศไทยเรา 

พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อจำนวนมาก  มีทั้งผู้ป่วยที่ยอมเปิดเผยตัวเองเพื่อรับการรักษาและได้รับเงินช่วยเหลือจากทางรัฐบาล  แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เลือกการปิดบังไม่เปิดเผย  แต่รักษาตัวเองด้วยเงินของตัวเอง ที่ผู้ป่วยเหล่านี้ปิดบังอาจมีหลายสาเหตุ  อาจจะเกิดจากความอับอาย  กลัวคนไม่ยอมรับ  กลัวคนรังเกียจไม่อยากคบด้วย  หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นอีกมากมาย  ที่เราเองก็ไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ได้

เหมือนกับเรี่องราวที่ฉันรับรู้มา  เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3  อายุ  6 ปีได้ ในวันที่ฉันไปเลี้ยงอาหารเด็กนักเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน  แต่เรื่องราวที่ฉันรับรู้มา  ยิ่งหดหู่ในหัวใจ  กับเรื่องราวที่เกิดกับเด็กคนหนึ่ง  ฉันสังเกตว่ามีเด็กคนหนึ่งถือถาดอาหารมานั่งทาน  เดินผ่านเด็กคนไหน  ก็จะถูกมองด้วยสายตาแปลกๆและเมื่อเด็กถือถาดอาหารนั่งลง 

เด็กคนอื่นๆก็จะลุกเดินไปนั่งจุดใหม่  ทำไหมเด็กคนนี้จึงเป็นที่รังเกียจจากกลุ่มเพื่อนๆ  ทั้งที่เป็นเด็กเล็กๆ น่าจะไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย  แต่ลักษณะท่าทางของเด็กคนนั้นก็เป็นเด็กปกติ  ไม่ได้สกปรกหรือสะอาดเกินกว่าเด็กอนุบาลทั่วไป

ฉันก็ได้ทราบเรื่องราว  เหตุผลทั้งหมดที่เพื่อนๆปฏิบัติกับเด็กชายคนนั้น  พ่อแม่ของเด็กตายไปแล้ว  เด็กอาศัยอยู่กับป้าข้างบ้านของเด็กเองซึ่งไม่ใช่ญาติพี่น้อง  เพราะเด็กไม่เหลือใคร  พ่อแม่ของเด็กตายด้วยโรคเอดส์  ไปเมื่อปีที่แล้ว  ฉันเข้าใจทันทีที่เด็กถูกรังเกียจจากเพื่อน   พ่อกับแม่ติดเชื้อจากการเสพยาและใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

  เมื่อปีทีแล้วพ่อแม่เด็กป่วยเข้าโรงพยาบาล  และได้รู้ว่าติดเชื้อ  ก็ถูกรังเกียจจากคนในชุมชนนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด  ที่พ่อแม่เสียชีวิตเร็วเพราะพ่อแม่ของเด็กไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี  ไม่กินยาต่อเนื่องทำให้ทั้งสองติดเชื้อในกระแสเลือดจากไปอย่างรวดเร็วในเวลาต่อเนื่องกัน  ทำให้กรรมตกมาถึงเด็ก  เด็กน่าสงสารไม่เข้าใจถึงความสูญเสียพ่อแม่ไปตลอดกาล  และยังมาถูกเพื่อนๆในโรงเรียนรังเกียจ  ไม่อยากเล่นด้วย

  ทั้งที่ครูในโรงเรียนแจ้งอธิบายให้เด็กทุกๆคนทราบแล้วว่า  เด็กชายคนนั้นไม่ได้ติดเชื้อกับพ่อแม่  เพราะเด็กคลอดก่อนที่พ่อแม่จะติดเชื้อ  ทางโรงเรียนทำความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียนคนอื่นๆด้วย  บางคนเข้าใจ  บางคนไม่เข้าใจ  ให้เหตุผลว่าเด็กคนนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยง  เค้ารักลูกเค้าเกินกว่าที่จะให้ลูกเค้าเสี่ยง  นั่นคือเหตุผลของเค้า กรรมทุกอย่างกับมาตกอยู่ที่เด็ก  ได้แต่ภาวะนา  ให้น้องเติบโตอย่างเข้มแข็ง  ให้เวลาช่วยให้เรื่องร้ายๆลดลง

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ผู้ป่วยติดเตียง

ผู้ป่วยติดเตียง
เดี๋ยวนี้เมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมคนสูงอายุ ซึ่งเมื่อไปสู่วัยนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หลายครอบครัวจะต้องเจอกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยไข้ของคนสูงอายุที่จำเป็นต้องเข้ารับการดูแลและรักษาในโรงหมอ ซึ่งเมื่อออกมาจากโรงพยาบาล จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หน้าที่พวกนี้ก็เลยเป็นของคนภายในครอบครัว บางคราวบางทีอาจไม่รู้เรื่องกระบวนการดูแลผู้เจ็บป่วยสูงอายุอย่างถูกแนวทาง ก็เลยทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เจ็บป่วยรวมทั้งผู้ดูแลเองก็อาจจะป่วยตามไปด้วย

หน่วยบริการพยาบาลคนไข้ที่บ้าน แผนกแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามา มีแนวทางเริ่ม “โครงการพยาบาลเยี่ยมบ้าน” ขึ้น เพื่อติดตามให้คำปรึกษากรรมวิธีดูแลรักษาสุขภาพร่างกายแก่คนเจ็บรวมทั้งพี่น้องที่บ้าน

หัวหน้าหน่วยบริการพยาบาลคนเจ็บที่บ้านฯ บอกว่า เริ่มดำเนินแผนการมาตั้งแต่ปี 2517 จนกระทั่งตอนนี้ เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยที่กลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน ซึ่งเป็นคนชราหรือผู้เจ็บป่วยติดเตียงที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยก่อนคนเจ็บกลับไปอยู่ที่บ้าน พยาบาลจะสอนและฝึกฝนความสามารถกรรมวิธีดูแลต่างๆ ให้กับบุคคลในครอบครัว ตัวอย่างเช่น การให้อาหารทางสายยาง กระบวนการทำแผล การดูดเสลด การให้ออกซิเจนที่บ้าน และก็การดูแลสุขลักษณะระบบขับถ่าย ฯลฯ

ในการดูแลผู้สูงวัย หรือผู้เจ็บป่วยติดเตียง ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เน้นย้ำความถนัดการดูแลเรื่องความสะอาด ถูกตามแนวทางรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลด้านสุขลักษณะ เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยทำให้คนป่วยรู้สึกสบาย ครอบครัวควรจะฝึกฝนพินิจความประพฤติคนเจ็บว่าอยากได้สิ่งใด ได้แก่ รู้สึกเมื่อยล้า กระหายน้ำหรือคันที่ผิวหนัง อยากชำระล้างแต่ว่าทำเองมิได้ ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ “การใช้ผ้าอ้อมคนแก่” กำลังได้รับความนิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยยิ่งไปกว่านั้นสำหรับเพื่อการดูแลคนไข้ที่บ้าน เพราะสบาย ลดภาระหน้าที่หรือความยุ่งยากสำหรับในการชำระล้างสิ่งสกปรกจากการขับถ่าย แม้กระนั้นถ้าคนภายในครอบครัวใส่ผิดแนวทาง อาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยป่วยไข้ แล้วก็ปัสสาวะรั่วซึมได้

โดยเหตุนี้ ครอบครัวจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ผ้าอ้อมคนแก่ให้เหมาะสมกับขนาดและก็กิจกรรมของคนไข้ อาทิเช่น อ่านฉลากขนาดผ้าอ้อมให้เหมาะสมกับรอบเอวของคนป่วย เลือกใช้ผ้าอ้อมแบบสวมให้กับคนป่วยเพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูร่างกาย หรือใช้แผ่นรองดูดซับเสริมสำหรับปูเตียงในผู้ป่วยติดเตียง ปรับระดับการใส่ผ้าอ้อมให้กระชับ เพื่อความสบายตัว ไม่รั่วซึม

ที่สำคัญควรจะหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 4 ชั่วโมง หรือเมื่อใดก็ตามที่ถ่าย ชำระล้างผิวหนังพร้อมดูดซึมผิวให้แห้ง เพื่อป้องกันการเกิดแผลรอบๆ ผิวหนังและไม่โรยแป้งเพื่อปกป้องการสั่งสมเชื้อโรคในรอบๆ ที่อับชื้นแล้วก็จุดอำพราง แม้มีผื่นหรือแผล ควรจะขอคำแนะนำหมอเพื่อการดูแลและรักษาที่ถูกต้องถัดไป เพื่อสุขลักษณะและสุขภาพด้านหัวใจที่ดี

โรคที่มากับปลาร้า

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักปลาร้าใช่ไหม เพราะว่าปลาร้านั้นโด่งดังมากในวงการอาหาร เพราะเป็นวัตถุดิบหลักเลยที่ใช้ทำอาหารไทย ที่เป็นที่นิยม แค่มีปลาร้าก็พูดได้ว่ารู้สึกนัวแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่า การรับประทานปลาร้าก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกันนะ ปลาร้าทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือโรคไตนั่นเอง

1. กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา
ปลาร้ามีส่วนทำลาย วิตามินบี 1 ซึ่งวิตามินบี 1 ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้การขาดวิตามินบี 1 ยังทำให้เกิดภาวะเป็นโรคเหน็บชา ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า บวม แดง นอกจากการทานปลาร้าจะทำลายวิตามินบี 1 แล้ว ยังมีพฤติกรมมอื่นๆ อีกที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 1 เช่น การรับประทานแต่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสี หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่ ปลาน้ำจืดดิบ หอยลายดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น

2. โรคไต
ปลาร้ามี สารอาหารมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินเค และเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเหมือนปลาทั่วไป แต่ขั้นตอนการทำปลาร้านั้น แน่นอนว่าต้องใช้เกลือในปริมาณมากทำให้ ปลาร้านั้นมีปริมาณโซเดียมที่สูง และการนำปลาร้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ ถือเป็นการปรุงรสที่เข้มข้นอยู่แล้ว หรือเรียกว่ารสจัด เพราะการเติมปลาร้าในอาหารต่างๆ ก็เหมือนกับการใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป จึงเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการในแต่ละวัน จนอาจเสี่ยงโรคไตได้

วิธีรับประทานปลาร้าอย่างปลอดภัย
1. ต้มปลาร้าให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ทั้งเนื้อปลาร้า และน้ำปลาร้า เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในปลาร้า ด้วยความร้อน ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อเราด้วย

2. ไม่รับประทานปลาร้า และน้ำปลาร้ามากเกินไป เพราะปลาร้ามีโซเดียมสูง อาจทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคไตได้

3. ดูแลรักษาสัตว์ที่เป็นแหล่งแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ตับ คือ สุนัข แมว ฯลฯ (อาหารประเภท หอย ปลา กินแบบปรุงสุก) เพื่อกำจัดตัวอ่อน พยาธิใบไม้ในโฮส์กึ่งกลาง (อาหารทุกเมนูปรุงให้สุกด้วยความร้อน)

4. รับประทานปลาร้ากับผักชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารมากยิ่งขึ้น การรับประทานแต่ปลาร้าอาจทำให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป

5. นำปลาร้าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ปลาร้าบอง ปลาร้าสับ ฯลฯ ก่อนรับประทาน

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมอง

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมองนั้น คงเป็นอะไรที่ทุกคนไม่คาดคิดคาดฝัน หรือไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะป่วยเป็นอะไร อย่างน้อยก็แค่คิดว่าป่วยธรรมดา สิ่งที่ต้องทำจริงๆ เลย ของผู้ที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง คือ เข้ารับการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ กรณีที่เข้ารับการรักษาที่ช้า จะทำให้หายจากอาการช้า มีความป่วยแบบเรื้อรัง ฟื้นตัวยากขึ้น หรืออาจรักษาไม่ได้เลย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรที่จะศึกษาทำความรู้จักกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นความรู้ติดตัวไว้บ้าง เพื่อที่จะได้หาหนทางแก้ไขให้ทันท่วงที

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร
เลือดเป็นสิ่งสำคัญในร่างกายของคนเราเพราะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหลายๆ ส่วนในร่างกาย เซลล์สมองก็เช่นกัน เซลล์สมองจำเป็นจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดเพื่อความอยู่รอด โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นจากการที่บางส่วนของสมองมีขาดเลือดหรือเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วย 2 ชนิด ชนิดแรก คือ
1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เกิดจากการที่หลอดเลือดผิดปกติมีความอุดตัน ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงไม่ได้
2. ภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตกเลือดในสมอง

มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีภาวะสมองขาดเลือด ในกรณีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองได้แบบกะทันหัน จะเรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนเลยว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างถาวร ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างจริงจัง สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะ TIA เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery Disease) ซึ่งหมายถึงการที่พบคราบไขมันเกาะอยู่ในหลอดเลือดแดงคาโรติด คราบไขมันจะปิดกั้นเส้นทางเดินทางของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ส่วนภาวะเลือดออกในสมองนั้นเกิดขึ้นได้น้อยกว่า โดยสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมองนั้น เกิดขึ้นจากการแตกตัวของหลอดเลือดหรือการโป่งพองของหลอดเลือด (ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดมีการขยายตัวเพราะผนังหลอดเลือดอ่อนแอ)

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
การมีอาการดังต่อไปนี้ เพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น

• มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ

• หลอดเลือดอุดตันหรือแข็งตัว

• เคยมีประวัติเกิดภาวะ TIA

• เคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

• เคยมีประวัติหัวใจวาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อาการโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

1. เกิดความรู้สึกชาหรืออ่อนแรงอย่างกะทันหัน บริเวณใบหน้า แขน และ/หรือขาชา โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง

2. เกิดความรู้สึกสับสน พูดลำบาก และพูดไม่เป็นภาษา

3. มีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงเห็นภาพซ้อน เห็นภาพพร่ามัว หรือเกิดภาวะมืดบอดในตาหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง

4. เกิดความรู้สึกเวียนหัวอย่างกะทันหัน มีปัญหาในการเดิน สูญเสียการทรงตัว และการประสานงานของร่างกาย

5. ปวดหัวหนักโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างกะทันหัน

การรักษาและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
ปกติแล้ว โรคหลอดเลือดสมองจะถูกรักษาด้วยการใช้รังสีร่วมรักษา การใช้รังสีร่วมรักษามีอยู่ 3 หลักการดังต่อไปนี้

• สลายการอุดตันของเลือดในหลอดเลือด

• ขยายหลอดเลือดที่ตีบตัว

• ปิดหลอดเลือดที่แตกหรือโป่งพองในสมอง

อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะการสังเกตร่างกายของตนเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรารู้ทันโรคต่างๆ ได้ รวมถึงการรู้จักกับภาวะแรกเริ่มของโรคหลอดเลือดสมอง และการรักษาอย่างฉุกเฉินให้ทันเวลา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รับประกันโอกาสรอดชีวิตทั้งสิ้น

ออกกำลังกายช่วยบริหารสุขภาพสมอง

การออกกำลัง “กาย” ชื่อก็บอกอยู่เป็นการใช้ “ร่างกาย” ในการออกกำลัง ประโยชน์ที่ได้จึงตกอยู่กับทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอก หรือระบบร่างกายภายใน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต หรือระดับไขมันในเลือดที่ลดลงไปด้วย แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะลืม คือ “สมอง” เองก็ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

การออกกำลังกาย VS สุขภาพสมอง
แม้ว่าการออกกำลังกายจะให้ประโยชน์กับร่างกายทุกส่วน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการออกกำลังกายที่ใช่อวัยวะต่างๆ ในการพัฒนากล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกี่ยวข้องกับสมองมากน้อยแค่ไหน แต่หากให้อธิบายคร่าวๆ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพสมองได้ ดังนี้

แอโรบิค รวมถึงวิ่ง และปั่นจักรยาน
ช่วยเพิ่มความจุของปอดให้แข็งแรง และหัวใจให้สามารถสูบฉีดโลหิตได้มาก และรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับการลำเลียงออกซิเจนไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อสมองเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มเซลส์ของเส้นประสาทในสมองมากขึ้น และยังเพิ่มโปรตีนในสมองมากขึ้นอีกด้วย จึงทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ราวกับสมองของคนหนุ่มสาว

ออกกำลังกายเบาๆ อย่าง โยคะ ไท่เก๊ก รวมถึงการยกน้ำหนัก
จากรายงานบางส่วนพบว่า การออกกำลังกายเน้นส่วนอย่างการยกน้ำหนัก และการออกกำลังเบาๆ ช้าๆ อย่าง โยคะ และไท่เก๊ก ช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองได้ การออกกำลังกายแบบนี้จึงเหมาะกับผู้สูงวัย เพื่อลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้

ออกกำลังกายมากเท่าไร ถึงส่งผลดีต่อสมอง
ยังไม่มีรายงานศึกษาอย่างชัดเจนว่าต้องออกกำลังแบบไหน และเท่าไรถึงจะส่งผลต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่นักวิจัยและแพทย์มมักแนะนำ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเป็นประจำ โดยเฉพาะวัยทำงาน และวัยสูงอายุที่เริ่มออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยลงเรื่อยๆ

แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และจะส่งผลดีต่อทั้งสมอง และร่างกายหากเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่หลากหลายไม่ซ้ำกันไปเรื่อยๆ

อย่าลืมรับประทานอาหารที่บำรุงสมองอย่างไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล ถั่ว ธัญพืช ผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และทำกิจกรรมฝึกสมองเมื่อมีเวลาว่าง เช่น เล่นเกมที่ฝึกความจำ คำนวณตัวเลขง่ายๆ เขียนไดอารี่ เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น

สังคมก้มหน้า ระวังปวดหัวรุนแรง

ภัยสังคมก้มหน้า
ยุคปัจจุบันสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากในอดีตที่มีการใช้เพียงเพื่อโทรศัพท์ หรือเช็กอีเมล ก็มีการเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานนานมากขึ้น บางคนใช้งานเกือบตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าถึงเข้านอนตอนค่ำ มิหนำซ้ำยังวางไว้ข้างตัวขณะเวลานอนหลับอีกด้วย จนเกือบเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกายที่ขาดไม่ได้ แต่การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน “สังคมก้มหน้า” คืออาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากความไวที่มากกว่าปกติของระบบประสาทเอง ซึ่งทำให้เกิดโรคปวดศีรษะไมเกรน หรือจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง, เส้นเลือดในสมองแตก, ความดันในสมองผิดปกติ, ยาหรือสารเคมีบางชนิด เป็นต้น

การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่มากเกินไปหรือใช้งานอย่างไม่ถูกท่าทางนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน เพราะการก้มหน้าใช้งานเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอนี้ อาจส่งความปวดไปยังส่วนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายทอย, บริเวณขมับ, รอบกระบอกตา, หน้าผาก หรือบางคนอาจมีอาการปวดร้าวมาได้ถึงบริเวณหน้าและขากรรไกรได้ โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งจะรู้จักกันดีในชื่อ “กลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว” หรือ Myofascial pain syndrome (MFS)

การก้มหน้าเป็นระยะเวลานานนั้น ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกต้นคอ ทำให้กระดูกต้นคอเกิดการรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 6 เท่า เกิดภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หรืออาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งถ้าไปกดทับเส้นประสาทสมองระดับที่ 1-4 อาจทำเกิดอาการปวดศีรษะที่บริเวณท้ายทอย, ขมับ, กระบอกตา, หน้าผาก รวมถึงกลางกระหม่อม มักจะปวดศีรษะด้านเดียว บางรายอาจมีอาการปวดแขนหรือไหล่ การยื่นคอไปด้านหน้าหรือการกดบริเวณท้ายทอยอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคนี้ว่า “โรคปวดศีรษะจากความผิดปกติของคอ” หรือ Cervicogenic headache

นอกจากนี้ ขณะที่เราใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์นั้น แสงที่ออกมาจากหน้าจอหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอ ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น ในกลุ่มคนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งปวดบริเวณคอและศีรษะ ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรน เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบรุนแรงเฉียบพลันได้อีกด้วย

จะเห็นว่า “สังคมก้มหน้า” นั้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้หลายชนิด บางชนิดอาจเป็นรุนแรงจนถึงขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ดังนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสม เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะ ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้งาน อาจต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป