เกินมาตรฐานอีกแล้วพีเอ็ม 2.5 

เชื่อว่าหลายคนก็ต้องบ่นประโยคนี้เหมือนกัน

ว่าเมื่อไรจะจัดการได้เรียบร้อยสักทีทนมาเกือบปีแล้วกับปัญหาพีเอ็ม 2.5 ตื่นเช้ามาต้องเจอกับฝุ่นลอยเต็มท้องฟ้าขมุกขมัวบรรยากาศไม่สดชื่นมองไม่เห็นเมฆสักก้อนทั่วทั้งกรุงเทพและปริมณฑลผ่านมาเกือบปีตอนนี้ประชาชนเริ่มมีปัญหาเรื่องของสุขภาพเค้ามากันมากมาย 

อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ปัญหาค่าพีเอ็ม 2.5

มีปัญหากับประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นอย่างมากเพราะตื่นเช้าออกจากบ้านมาก็ต้องมาเจอฝุ่นละอองซึ่งทำให้สุขภาพร่างกายของคนทำงานอย่างเราสุดโทรมลงไม่แข็งแรงปัจจุบันเวลาที่ออกจากบ้านทุกคนจะต้องหาหน้ากากอนามัยมาปิดซึ่งณตอนนี้สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือการขาดแคนหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ

ดังนั้นสำหรับคนที่หาซื้อไม่ได้ก็จะทำให้มีผลกระทบกับสุขภาพอนามัยของคนนั้นนั้นโดยเริ่มต้นจะมีอาการแสบจมูกหายใจไม่สะดวกและต่อมาก็จะทำให้เป็นโรคไข้หวัดโรคเกี่ยวกับปอดโรคเกี่ยวกับระบบทรงเดินหายใจซึ่งตอนนี้ค่ามาตรฐานของอากาศที่เป็นอยู่เกินค่ามาตรฐานแทบทุจุดของประเทศไทยยิ่งต้องการให้มีมาตรการป้องกันออกมามากเท่าไหร่

ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยตอนนี้พื้นที่ที่เป็นสีส้มมีมากกว่าครึ่งของประเทศแล้ว

ซึ่งมีการประกาศให้ประชาชนงดใช้กิจกรรมกลางแจ้งแต่ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้สามารถช่วยเหลือได้เพราะประชาชนส่วนใหญ่เริ่มที่จะต้องสูตรควันพิษตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านแล้วซึ่งแต่ละคนใช้ระยะเวลาในการเดินทางออกจากบ้านกว่าจะถึงที่ทำงานบางคนก็เกือบชั่วโมง

ดังนั้นในระหว่างที่เดินทางนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนสูตรเอาควันพิษเข้าไปได้เต็มปอดอย่างเต็มที่แล้วยังมีขากลับในช่วงเย็นที่ยังจะต้องมานั่งสุดมลพิษทางอากาศกันอีกด้วยซึ่งสำหรับตอนนี้ค่ามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในวันนี้ส่งมาถึงที่อันดับที่ 11 ของโลก

โดยอันดับหนึ่งอย่างของฉันอยู่ที่ประเทศอินเดีย

ซึ่งอันที่จริงเราไม่ควรไปแย่งความเป็นแชมป์กับประเทศอื่นๆในตอนนี้คงไม่สามารถเพิ่งเพียงรัฐบาลเพียงอย่างเดียวได้แล้วเราประชาชนคนไทยทุกคนควรจะร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหา ฝุ่นละอองนี้กันมากขึ้น

โดยส่วนหนึ่งมาจากคนขับรถยนต์มันท้องถนนซึ่งหากเราช่วยกันดูแลเรื่องของปัญหาควันรถได้ปัญหาการจุดไฟเผาไม่อย่าได้ก็จะมีส่วนช่วยให้ค่าฝุ่นละอองลดลงได้เช่นเดียวกันปัญหาค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแต่เป็นปัญหาที่คนทั้งประเทศต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของทุกคน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคหูหนวกเกิดจากอะไร

  โรคหูหนวก เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

การหูหนวก คือการที่เราไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

อาจจะมีอาการไม่ได้ยินแค่เพียงข้างเดียวหรืออาจะเป็นกับหูทั้งสองข้างก็ได้ ซึ่งอาการหูหนวกนี้อาจเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเพิ่มเริ่มมาเป็นหลังจากคลอดออกมากแล้ว หรือบางคนหูหนวกเมื่อมีอายุมากขึ้นเพราะความเสื่อมสภาพของของภายในหู  หรืออาจได้รับการประสบอุบัติเหตุที่มีผลกระทบไปยังหู ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคหูหนวกหลังคลอดหรือตอนที่อายุมากแล้ว

จะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ เพราะอาการจะไม่ออกทันที มันจะค่อยๆแสดงอาการออกมาโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนที่ต้องทำงานกับสถานที่ที่มีเสียงดังมาก กลุ่มคนเหล่านี้จะค่อยๆมีอาการคือ เมื่อมีใครมาพูดด้วยจะได้ยินเสียงเบา ต้องให้ตะโกนคุยดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะหูจะชินที่ได้ยินเสียงดังๆ

 สำหรับอาการของคนที่เป็นโรคหูหนวกนั้นสามารถสังเกตได้เบื้องต้นคือ 

มักจะมีอาการหูอื้อและมักได้ยินเสียงเหมือนมีแมลงมาบินในหู บางครั้งมีลักษณะของหูแว่วได้ยินเสียงเพราะหาที่มาของเสียงไม่เจอ เวลาคุยกับคนอื่นมักจะไม่ค่อยได้ยินที่คนอื่นพูด ต้องคอยให้เขาพูดซ้ำๆเสียงดังๆจึงจะได้ยิน จะสังเกตได้ง่ายขึ้นเวลาที่ผู้ป่วยหูหนวกดูทีวีจะมีการเปิดเสียงดังมาก สำหรับคนที่เป็นโรคหูหนวกนั้น มักจะเกิดจากที่เสียงไม่สามารถทะลุทะลวงจากข้างนอกเข้าไปยังหูด้านในได้

ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก มีขี้หูเยอะมาขวางในรูหู หรือมีน้ำขังในหู หูมีการติดเชื้อจนแก้วหูทะลุ จากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่นไข้หวัด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นโรคหินปูนเกาะที่กระดูกหู ทำให้ขวางกันได้ยินของหูและยังมีอีกหลาสาเหตุมากมายที่จะทำให้เกิดหูหนวกขึ้นได้ และหากเราต้องการทราบว่าเราเป็นโรคหูหนวกหรือไม่ ต้องไปพบแพทย์

เพื่อตรวจอาการโดยแพทย์จะมีการซักประวัติ มีการทดสอบการได้ยินและมีการส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสภาพข้างในหูว่ามีอาการอักเสบหรือปัญหาอะไรหรือไม่ 

          เมื่อผลการทดสอบออกมาแล้วแพทย์จะมีการประมาณว่าผู้ป่วยเป็นโรคหูหนวกระดับไหน เช่น หูตึกนิดหน่อย  ตึงปานกลาง หรือหูตึงอย่างรุนแรง หรือว่าจะกลายเป็นโรคหูหนวกเลย ซึ่งวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไป

สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหูหนวกนั้น

คือทำให้ร่างกายแข็งแรงเพราะโรคหูตึงสามารถมีสามารถมาจากที่เราเป็นโรคอย่างอื่นแล้วลามมาเป็นโรคทางหูได้ กับหลีกเลี่ยงการแคะหู การเอาอะไรแหย่เข้าไปในหูเพราะจะทำให้หูสกปก หรืออักเสบหรือแก้วหูฉีกขาดได้ และควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ก่อให้เกิดเสียงดังมากๆ 

 

สนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้จาก  เครื่องช่วยฟัง

ผู้ป่วยติดเตียง

ผู้ป่วยติดเตียง
เดี๋ยวนี้เมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมคนสูงอายุ ซึ่งเมื่อไปสู่วัยนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หลายครอบครัวจะต้องเจอกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยไข้ของคนสูงอายุที่จำเป็นต้องเข้ารับการดูแลและรักษาในโรงหมอ ซึ่งเมื่อออกมาจากโรงพยาบาล จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หน้าที่พวกนี้ก็เลยเป็นของคนภายในครอบครัว บางคราวบางทีอาจไม่รู้เรื่องกระบวนการดูแลผู้เจ็บป่วยสูงอายุอย่างถูกแนวทาง ก็เลยทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เจ็บป่วยรวมทั้งผู้ดูแลเองก็อาจจะป่วยตามไปด้วย

หน่วยบริการพยาบาลคนไข้ที่บ้าน แผนกแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามา มีแนวทางเริ่ม “โครงการพยาบาลเยี่ยมบ้าน” ขึ้น เพื่อติดตามให้คำปรึกษากรรมวิธีดูแลรักษาสุขภาพร่างกายแก่คนเจ็บรวมทั้งพี่น้องที่บ้าน

หัวหน้าหน่วยบริการพยาบาลคนเจ็บที่บ้านฯ บอกว่า เริ่มดำเนินแผนการมาตั้งแต่ปี 2517 จนกระทั่งตอนนี้ เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยที่กลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน ซึ่งเป็นคนชราหรือผู้เจ็บป่วยติดเตียงที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยก่อนคนเจ็บกลับไปอยู่ที่บ้าน พยาบาลจะสอนและฝึกฝนความสามารถกรรมวิธีดูแลต่างๆ ให้กับบุคคลในครอบครัว ตัวอย่างเช่น การให้อาหารทางสายยาง กระบวนการทำแผล การดูดเสลด การให้ออกซิเจนที่บ้าน และก็การดูแลสุขลักษณะระบบขับถ่าย ฯลฯ

ในการดูแลผู้สูงวัย หรือผู้เจ็บป่วยติดเตียง ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เน้นย้ำความถนัดการดูแลเรื่องความสะอาด ถูกตามแนวทางรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลด้านสุขลักษณะ เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยทำให้คนป่วยรู้สึกสบาย ครอบครัวควรจะฝึกฝนพินิจความประพฤติคนเจ็บว่าอยากได้สิ่งใด ได้แก่ รู้สึกเมื่อยล้า กระหายน้ำหรือคันที่ผิวหนัง อยากชำระล้างแต่ว่าทำเองมิได้ ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ “การใช้ผ้าอ้อมคนแก่” กำลังได้รับความนิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยยิ่งไปกว่านั้นสำหรับเพื่อการดูแลคนไข้ที่บ้าน เพราะสบาย ลดภาระหน้าที่หรือความยุ่งยากสำหรับในการชำระล้างสิ่งสกปรกจากการขับถ่าย แม้กระนั้นถ้าคนภายในครอบครัวใส่ผิดแนวทาง อาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยป่วยไข้ แล้วก็ปัสสาวะรั่วซึมได้

โดยเหตุนี้ ครอบครัวจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ผ้าอ้อมคนแก่ให้เหมาะสมกับขนาดและก็กิจกรรมของคนไข้ อาทิเช่น อ่านฉลากขนาดผ้าอ้อมให้เหมาะสมกับรอบเอวของคนป่วย เลือกใช้ผ้าอ้อมแบบสวมให้กับคนป่วยเพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูร่างกาย หรือใช้แผ่นรองดูดซับเสริมสำหรับปูเตียงในผู้ป่วยติดเตียง ปรับระดับการใส่ผ้าอ้อมให้กระชับ เพื่อความสบายตัว ไม่รั่วซึม

ที่สำคัญควรจะหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 4 ชั่วโมง หรือเมื่อใดก็ตามที่ถ่าย ชำระล้างผิวหนังพร้อมดูดซึมผิวให้แห้ง เพื่อป้องกันการเกิดแผลรอบๆ ผิวหนังและไม่โรยแป้งเพื่อปกป้องการสั่งสมเชื้อโรคในรอบๆ ที่อับชื้นแล้วก็จุดอำพราง แม้มีผื่นหรือแผล ควรจะขอคำแนะนำหมอเพื่อการดูแลและรักษาที่ถูกต้องถัดไป เพื่อสุขลักษณะและสุขภาพด้านหัวใจที่ดี

โรคที่มากับปลาร้า

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักปลาร้าใช่ไหม เพราะว่าปลาร้านั้นโด่งดังมากในวงการอาหาร เพราะเป็นวัตถุดิบหลักเลยที่ใช้ทำอาหารไทย ที่เป็นที่นิยม แค่มีปลาร้าก็พูดได้ว่ารู้สึกนัวแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่า การรับประทานปลาร้าก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกันนะ ปลาร้าทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือโรคไตนั่นเอง

1. กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา
ปลาร้ามีส่วนทำลาย วิตามินบี 1 ซึ่งวิตามินบี 1 ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้การขาดวิตามินบี 1 ยังทำให้เกิดภาวะเป็นโรคเหน็บชา ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า บวม แดง นอกจากการทานปลาร้าจะทำลายวิตามินบี 1 แล้ว ยังมีพฤติกรมมอื่นๆ อีกที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 1 เช่น การรับประทานแต่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสี หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่ ปลาน้ำจืดดิบ หอยลายดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น

2. โรคไต
ปลาร้ามี สารอาหารมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินเค และเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเหมือนปลาทั่วไป แต่ขั้นตอนการทำปลาร้านั้น แน่นอนว่าต้องใช้เกลือในปริมาณมากทำให้ ปลาร้านั้นมีปริมาณโซเดียมที่สูง และการนำปลาร้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ ถือเป็นการปรุงรสที่เข้มข้นอยู่แล้ว หรือเรียกว่ารสจัด เพราะการเติมปลาร้าในอาหารต่างๆ ก็เหมือนกับการใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป จึงเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการในแต่ละวัน จนอาจเสี่ยงโรคไตได้

วิธีรับประทานปลาร้าอย่างปลอดภัย
1. ต้มปลาร้าให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ทั้งเนื้อปลาร้า และน้ำปลาร้า เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในปลาร้า ด้วยความร้อน ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อเราด้วย

2. ไม่รับประทานปลาร้า และน้ำปลาร้ามากเกินไป เพราะปลาร้ามีโซเดียมสูง อาจทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคไตได้

3. ดูแลรักษาสัตว์ที่เป็นแหล่งแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ตับ คือ สุนัข แมว ฯลฯ (อาหารประเภท หอย ปลา กินแบบปรุงสุก) เพื่อกำจัดตัวอ่อน พยาธิใบไม้ในโฮส์กึ่งกลาง (อาหารทุกเมนูปรุงให้สุกด้วยความร้อน)

4. รับประทานปลาร้ากับผักชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารมากยิ่งขึ้น การรับประทานแต่ปลาร้าอาจทำให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป

5. นำปลาร้าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ปลาร้าบอง ปลาร้าสับ ฯลฯ ก่อนรับประทาน

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมอง

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมองนั้น คงเป็นอะไรที่ทุกคนไม่คาดคิดคาดฝัน หรือไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะป่วยเป็นอะไร อย่างน้อยก็แค่คิดว่าป่วยธรรมดา สิ่งที่ต้องทำจริงๆ เลย ของผู้ที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง คือ เข้ารับการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ กรณีที่เข้ารับการรักษาที่ช้า จะทำให้หายจากอาการช้า มีความป่วยแบบเรื้อรัง ฟื้นตัวยากขึ้น หรืออาจรักษาไม่ได้เลย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรที่จะศึกษาทำความรู้จักกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นความรู้ติดตัวไว้บ้าง เพื่อที่จะได้หาหนทางแก้ไขให้ทันท่วงที

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร
เลือดเป็นสิ่งสำคัญในร่างกายของคนเราเพราะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหลายๆ ส่วนในร่างกาย เซลล์สมองก็เช่นกัน เซลล์สมองจำเป็นจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดเพื่อความอยู่รอด โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นจากการที่บางส่วนของสมองมีขาดเลือดหรือเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วย 2 ชนิด ชนิดแรก คือ
1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เกิดจากการที่หลอดเลือดผิดปกติมีความอุดตัน ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงไม่ได้
2. ภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตกเลือดในสมอง

มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีภาวะสมองขาดเลือด ในกรณีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองได้แบบกะทันหัน จะเรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนเลยว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างถาวร ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างจริงจัง สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะ TIA เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery Disease) ซึ่งหมายถึงการที่พบคราบไขมันเกาะอยู่ในหลอดเลือดแดงคาโรติด คราบไขมันจะปิดกั้นเส้นทางเดินทางของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ส่วนภาวะเลือดออกในสมองนั้นเกิดขึ้นได้น้อยกว่า โดยสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมองนั้น เกิดขึ้นจากการแตกตัวของหลอดเลือดหรือการโป่งพองของหลอดเลือด (ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดมีการขยายตัวเพราะผนังหลอดเลือดอ่อนแอ)

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
การมีอาการดังต่อไปนี้ เพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น

• มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ

• หลอดเลือดอุดตันหรือแข็งตัว

• เคยมีประวัติเกิดภาวะ TIA

• เคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

• เคยมีประวัติหัวใจวาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อาการโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

1. เกิดความรู้สึกชาหรืออ่อนแรงอย่างกะทันหัน บริเวณใบหน้า แขน และ/หรือขาชา โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง

2. เกิดความรู้สึกสับสน พูดลำบาก และพูดไม่เป็นภาษา

3. มีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงเห็นภาพซ้อน เห็นภาพพร่ามัว หรือเกิดภาวะมืดบอดในตาหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง

4. เกิดความรู้สึกเวียนหัวอย่างกะทันหัน มีปัญหาในการเดิน สูญเสียการทรงตัว และการประสานงานของร่างกาย

5. ปวดหัวหนักโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างกะทันหัน

การรักษาและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
ปกติแล้ว โรคหลอดเลือดสมองจะถูกรักษาด้วยการใช้รังสีร่วมรักษา การใช้รังสีร่วมรักษามีอยู่ 3 หลักการดังต่อไปนี้

• สลายการอุดตันของเลือดในหลอดเลือด

• ขยายหลอดเลือดที่ตีบตัว

• ปิดหลอดเลือดที่แตกหรือโป่งพองในสมอง

อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะการสังเกตร่างกายของตนเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรารู้ทันโรคต่างๆ ได้ รวมถึงการรู้จักกับภาวะแรกเริ่มของโรคหลอดเลือดสมอง และการรักษาอย่างฉุกเฉินให้ทันเวลา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รับประกันโอกาสรอดชีวิตทั้งสิ้น

ออกกำลังกายช่วยบริหารสุขภาพสมอง

การออกกำลัง “กาย” ชื่อก็บอกอยู่เป็นการใช้ “ร่างกาย” ในการออกกำลัง ประโยชน์ที่ได้จึงตกอยู่กับทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอก หรือระบบร่างกายภายใน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต หรือระดับไขมันในเลือดที่ลดลงไปด้วย แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะลืม คือ “สมอง” เองก็ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

การออกกำลังกาย VS สุขภาพสมอง
แม้ว่าการออกกำลังกายจะให้ประโยชน์กับร่างกายทุกส่วน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการออกกำลังกายที่ใช่อวัยวะต่างๆ ในการพัฒนากล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกี่ยวข้องกับสมองมากน้อยแค่ไหน แต่หากให้อธิบายคร่าวๆ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพสมองได้ ดังนี้

แอโรบิค รวมถึงวิ่ง และปั่นจักรยาน
ช่วยเพิ่มความจุของปอดให้แข็งแรง และหัวใจให้สามารถสูบฉีดโลหิตได้มาก และรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับการลำเลียงออกซิเจนไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อสมองเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มเซลส์ของเส้นประสาทในสมองมากขึ้น และยังเพิ่มโปรตีนในสมองมากขึ้นอีกด้วย จึงทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ราวกับสมองของคนหนุ่มสาว

ออกกำลังกายเบาๆ อย่าง โยคะ ไท่เก๊ก รวมถึงการยกน้ำหนัก
จากรายงานบางส่วนพบว่า การออกกำลังกายเน้นส่วนอย่างการยกน้ำหนัก และการออกกำลังเบาๆ ช้าๆ อย่าง โยคะ และไท่เก๊ก ช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองได้ การออกกำลังกายแบบนี้จึงเหมาะกับผู้สูงวัย เพื่อลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้

ออกกำลังกายมากเท่าไร ถึงส่งผลดีต่อสมอง
ยังไม่มีรายงานศึกษาอย่างชัดเจนว่าต้องออกกำลังแบบไหน และเท่าไรถึงจะส่งผลต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่นักวิจัยและแพทย์มมักแนะนำ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเป็นประจำ โดยเฉพาะวัยทำงาน และวัยสูงอายุที่เริ่มออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยลงเรื่อยๆ

แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และจะส่งผลดีต่อทั้งสมอง และร่างกายหากเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่หลากหลายไม่ซ้ำกันไปเรื่อยๆ

อย่าลืมรับประทานอาหารที่บำรุงสมองอย่างไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล ถั่ว ธัญพืช ผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และทำกิจกรรมฝึกสมองเมื่อมีเวลาว่าง เช่น เล่นเกมที่ฝึกความจำ คำนวณตัวเลขง่ายๆ เขียนไดอารี่ เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น

ถ้าเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร

ถ้าหากเราเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร หรือมีการดูแลตนเองอย่างไร

 รู้มั้ยตับทำหน้าที่อะไร?

คนเรายังไงก็ต้องมีตับทุกคน ตับของเราเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุด และใหญ่ที่สุดด้วย มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ตับจะอยู่ฝั่งขวาใต้กระดูกซี่โครง มีน้ำหนักประมาณหนึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง ปกติแล้วตับของเราจะมีสีแดง น้ำตาลๆ มีลักษณะเป็นกลีบสองกลีบอยู่ข้างๆกันซ้ายและขวา ปกติแล้วเราไม่สามารถคลำตับได้จากภายนอก แต่ถ้าหากตับมีอาการผิดปกติ โตขึ้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่งจะทำให้เรามีอาการจุกได้

ตับมีหลอดเลือดที่สำคัญ ใช้ทำหน้าที่ในการผ่านเข้าออก 3 ช่องทาง คือ

  1. hepatic portal vein หลอดเลือดดำจากลำไส้เล็ก น้ำกลูโคส และสารอาหารอื่นๆที่พึ่งผ่านการย่อยและดูดซึมมาส่งให้ตับเพื่อทำการคัดแยกประเภทดำเนินกรรมวิธีตามหน้าที่ของตับ
  2. hepatic artery หลอดเลือดแดงจากหัวใจ จะทำหน้าที่นำเลือดแดงที่อุดมไปด้วยออกซิเจนมาส่งเลี้ยงเซลล์ตับ ขณะเดียวกันก็รับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นของเสียของตับ ส่งออกมาทางหลอดเลือดดำ เพื่อส่งกลับไปหาหัวใจและปอด
  3. hepatic vein หลอดเลือดดำจากตับ จะเข้าสู่หลอดเลือดดำหัวใจ ทั้งนี้ตับจะฝากเอาคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาลกลูโคส และสารอาหาร ออกไปด้วย รวมทั้งตับอ่อนก็ได้ช่วยส่งอินซูลิน ให้หัวใจส่งไปรับออกซิเจนก่อนแล้วจึงแจกจ่ายไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย ดังนั้น

หน้าที่หลักของตับจะสรุปง่ายๆดังนี้ คือ

1.เป็นอวัยวะที่กักเก็บสารอาหาร และทุกๆอย่างที่เรารับประทานเข้าไป

  1. เป็นอวัยวะที่ไว้กำจัดขยะ ของเสีย ของมีพิษในร่างกาย เพื่อเตรียมขับออก
  2. คัดเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่นโปรตีน เพื่อนำไปใช้สงเคราะห์ทดแทนอวัยวะที่สึกหรอทั่วร่างกาย และอื่นๆ
  3. ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจำเชื่อโรค เป็นต้น ด้วยหน้าที่หลายๆอย่างของตับ จึงทำให้เราต้องเฝ้าระวังและหมั่นรักษาตับของเราให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ห่างไกลโรคภัยและร่างกายแข็งแรงจ้า

สังคมก้มหน้า ระวังปวดหัวรุนแรง

ภัยสังคมก้มหน้า
ยุคปัจจุบันสังคมออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากในอดีตที่มีการใช้เพียงเพื่อโทรศัพท์ หรือเช็กอีเมล ก็มีการเพิ่มระยะเวลาในการใช้งานนานมากขึ้น บางคนใช้งานเกือบตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าถึงเข้านอนตอนค่ำ มิหนำซ้ำยังวางไว้ข้างตัวขณะเวลานอนหลับอีกด้วย จนเกือบเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในร่างกายที่ขาดไม่ได้ แต่การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน “สังคมก้มหน้า” คืออาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากความไวที่มากกว่าปกติของระบบประสาทเอง ซึ่งทำให้เกิดโรคปวดศีรษะไมเกรน หรือจากความผิดปกติอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง, เส้นเลือดในสมองแตก, ความดันในสมองผิดปกติ, ยาหรือสารเคมีบางชนิด เป็นต้น

การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่มากเกินไปหรือใช้งานอย่างไม่ถูกท่าทางนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน เพราะการก้มหน้าใช้งานเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอนี้ อาจส่งความปวดไปยังส่วนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายทอย, บริเวณขมับ, รอบกระบอกตา, หน้าผาก หรือบางคนอาจมีอาการปวดร้าวมาได้ถึงบริเวณหน้าและขากรรไกรได้ โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือใช้สมาร์ทโฟนอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งจะรู้จักกันดีในชื่อ “กลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว” หรือ Myofascial pain syndrome (MFS)

การก้มหน้าเป็นระยะเวลานานนั้น ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกต้นคอ ทำให้กระดูกต้นคอเกิดการรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 6 เท่า เกิดภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หรืออาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งถ้าไปกดทับเส้นประสาทสมองระดับที่ 1-4 อาจทำเกิดอาการปวดศีรษะที่บริเวณท้ายทอย, ขมับ, กระบอกตา, หน้าผาก รวมถึงกลางกระหม่อม มักจะปวดศีรษะด้านเดียว บางรายอาจมีอาการปวดแขนหรือไหล่ การยื่นคอไปด้านหน้าหรือการกดบริเวณท้ายทอยอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคนี้ว่า “โรคปวดศีรษะจากความผิดปกติของคอ” หรือ Cervicogenic headache

นอกจากนี้ ขณะที่เราใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์นั้น แสงที่ออกมาจากหน้าจอหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอ ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น ในกลุ่มคนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งปวดบริเวณคอและศีรษะ ยังสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรน เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบรุนแรงเฉียบพลันได้อีกด้วย

จะเห็นว่า “สังคมก้มหน้า” นั้น ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้หลายชนิด บางชนิดอาจเป็นรุนแรงจนถึงขึ้นต้องรักษาโดยการผ่าตัด ดังนั้นการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสม เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะ ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้งาน อาจต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

แคลเซียมสำคัญอย่างไรกับสุขภาพ

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ ประมาณร้อยละ 99 ของแคลเซียมในร่างกายใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เพิ่มความหนาแน่นให้กระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแกร่ง ส่วนอีกร้อยละ 1 อยู่ในเลือดมีบทบาทควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือดเมื่อมีบาดแผล การทำงานของระบบประสาท และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด

แคลเซียมไม่พอ เสี่ยงกระดูกพรุน

หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจึงแตกหักได้ง่ายแม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของ “โรคกระดูกพรุน” และถ้าได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอตั้งแต่เด็ก โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็มีเพิ่มขึ้น

ปริมาณแคลเซียมที่คนไทยควรบริโภค ใน 1 วัน

การดูดซึมของแคลเซียม

  • ปริมาณแคลเซียมที่สะสมในร่างกายจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซึมและการขับออกจากร่างกาย

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการดูดซึมแคลเซียม

  1. วิตามินดี เป็นตัวเร่งให้มีการสังเคราะห์โปรตีนในชั้นเยื่อมูกของผนังลำไส้ ซึ่งแคลเซียมจะเกาะติด และถูกลำเลียงผ่านผนังลำไส้ เข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นเมื่อมีวิตามินดี การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เกิดได้ดีกว่า วิตามินดีได้จาก 2 แหล่ง คือจากแสงแดด และอาหารพวกปลา ไข่แดง ตับ เนย เป็นต้น
  2. ความเป็นกรดอ่อนๆในอาหาร แคลเซียมจะละลายได้ง่ายในอาหารที่เป็นกรดอ่อนๆ
  3. แลคโตส ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น 15-50% ดังนั้นนมสดจึงเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับแหล่งแคลเซียม
  4. อัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอาหาร ผู้ใหญ่ควรเป็น 1:1 และ 2:1 ในอาหารเด็ก
  5. ความต้องการแคลเซียมของร่างกายของหญิงให้นมบุตร และในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีความต้องการสูง อาจดูดซึมได้ถึง 50%

ปัจจัยการยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม

  1. ปริมาณสาร ออกซาลิกแอซิค ในอาหารจะรวมกับแคลเซียมในอาหารเกิดเป็นแคลเซียมออกซาเลท เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นแคลเซียมจึงไม่สามารถดูดซึมได้ พบในพืช พวกผักโขม ปวยเล้ง ใบชะพลู หน่อไม้ ผักแพว
  2. ปริมาณไฟติกของพวกแอซิค จะไปรวมตัวกับแคลเซียมเป็น แคลเซียมไฟเตทซึ่งไม่ละลายน้ำและไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก พบในเปลือกนอกของพวกธัญพืช ผักใบเขียว
  3. การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ถ้ามีการเคลื่อนไหวเร็ว จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง เพราะลดระยะเวลาที่อาหารได้สัมผัสกับผนังลำไส้
  4. การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก เส้นใยจะจับกับแคลเซียมในทางเดินอาหารทำให้แคลเซียมไม่ถูกดูดซึมในลำไส้

การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก

การบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอในทุกช่วงวัยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายโดยการดื่มนมและบริโภคอาหารไทยที่มีแคลเซียมปานกลางและสูงทุกวัน การบริโภคแคลเซียมจากอาหารนอกจากจะได้รับแคลเซียมแล้ว ยังได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับกระดูกอีกด้วย และถ้าได้รับแคลเซียมเพียงพอร่วมกับการได้รับแสงแดดและการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมถึงการหลีกเลี่ยงสารเสพติดจะช่วยเสริมสร้างร่างกายและกระดูกให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

แหล่งอาหารแคลเซียม

การบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายและป้องกันการดึงแคลเซียมจากกระดูก

  • นมและผลิตภัณฑ์นม เป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีเนื่องจากนมมีปริมาณแคลเซียมสูงและร่างกายนำไปใช้ได้มาก นม 1 กล่อง (250ซีซี) ให้แคลเซียม 300 มิลลิกรัม ฉะนั้นการดื่มนมโดยเฉพาะนมพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำวันละ 2 กล่องจะได้แคลเซียมถึง 2ใน3 ที่ร่างกายต้องการใน 1วัน และเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดี
  • ปลาและสัตว์เล็กอื่นๆ ที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก เช่น ปลาซิว ปลาเกร็ดขาว ปลาไส้ตันปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งฝอย กุ้งแห้ง
  • ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เป็นแหล่งของแคลเซียม เช่น เต้าหู้แข็ง เต้าฮวย (ไม่ใช่เต้าหู้หลอดไข่) น้ำเต้าหู้มีปริมาณแคลเซียมไม่มากจึงไม่ใช่แหล่งแคลเซียมที่ดี แต่เต้าหู้ถือเป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีและโปรตีนสูง
  • ผักใบเขียว ผักที่มีแคลเซียมสูงและร่างกายนำไปใช้ได้มาก เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักบางชนิดแม้ว่าจะมีแคลเซียมสูง แต่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยเพราะมีปริมาณสาร ออกซาเลตสูง เช่น ใบชะพลู ผักโขม ปวยเล้ง จึงควรกินในปริมาณที่พอควร และเพื่อทำให้การดูดซึมดีขึ้นควรบริโภคในลักษณะอาหารที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ เช่น ยำ น้ำพริก แกงส้ม หรือเมี่ยงคำเป็นต้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากจนเกินไป เนื่องจากการรับประทานโปรตีนมากและรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงหรืองดรับประทานอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ เพราะคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลง
  • หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง
  • หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง

หากพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย ปัญหาที่ยอดฮิตติดอันดับของคนไทยคงหนีไม่พ้นโรคริดสีดวง ที่ไม่มีใครอยากเป็นและมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็น บางคนเป็นน้อยแต่บางคนเป็นมากถึงขั้นรุนแรง ทำให้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้จะนั่งเฉยๆยังลำบาก

โรคริดสีดวงมีอาการอย่างไร
โรคริดสีดวงมีทั้งภายนอกและภายในอาจปรากฏให้เห็นต่างกัน จะมีอาการเกิดจากจากการขยายตัวของหลอดเลือดดำที่มีภาวะความดันสูง โดยผู้ป่วยริดสีดวงทวารจะมีอาการ

  • มีความผิดปกติในช่องท้อง จนเกิดอาการเจ็บๆ คันๆ
  • ในระยะแรก อาจสังเกตว่ามีเลือดติดกระดาษชำระหลังอุจจาระ หรือเคลือบอุจจาระออกมา และจะเพิ่มเป็นอาการเจ็บปวดในระยะหลัง
  • เมื่อมีก้อนริดสีดวงโป่งพองโผล่ออกมาขณะอุจจาระ หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะหรือหลังถ่ายอุจจาระได้ เนื่องจากการเสียดสีระหว่างอุจจาระกับเส้นเลือดที่โป่งพอง
  • อาจมีอาการเจ็บปวดและมีอาการอื่นเกิดร่วมด้วย เช่น เวียนหัว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
  • มักจะพบได้มากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ดังนั้นผู้ที่มีอาการควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นได้

สาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร
เนื่องจากโรคริดสีดวงทวารไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำสูงทำให้เส้นเลือดเกิดการบวมนูนเนื่องจากสาเหตุต่างๆหลายอย่าง เช่น

  • การเบ่งอุจจาระเป็นเวลานาน
  • โรคท้องผูก ขับถ่ายลำบาก
  • ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อย
  • การตั้งครรภ์
  • น้ำหนักเกิน
  • การทานอาหารที่มีกากใยน้อย
  • ไอเรื้อรัง
  • นอกจากนี้ยังพบอีกว่าโรคในช่องท้อง เช่น ตับแข็ง ก้อนเนื้องอกในช่องท้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต ก็มีผลกระทบต่อหลอดเลือดดำที่ทวารหนักด้วย

ประเภทของโรคริดสีดวงทวาร
โรคริดสีดวงทวารมีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เพื่อที่ง่ายต่อการวินิจฉัยและการรักษา

  1. ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids)
    ริดสีดวงประเภทนี้อาจมองไม่เห็นก้อนริดสีดวงทวาร แต่สามารถสังเกตได้ว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารได้หลังถ่ายอุจจาระจะมีเลือดหยดออกมา
  2. ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids)
    จะเห็นก้อนเนื้อออกมาจากทวารหนักชัดเจน ก้อนริดสีดวงอาจหลุดกลับเข้าไปเองได้หรืออาจต้องดันกลับเข้าไปในทวารหนัก

การวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวาร
หากมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นริดสีดวง เมื่อเข้ารับการรักษา

  • ริดสีดวงภายนอก ในขั้นแรกแพทย์จะทำการตรวจทวารหนักว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจพบริดสีดวงชนิดภายนอกด้วยตาเปล่าได้ทันที
  • ริดสีดวงชนิดภายใน ในกรณีที่เป็นริดสีดวงชนิดภายใน แพทย์ต้องมีการตรวจทางทวารหนักด้วยการใช้นิ้วสอดเพื่อคลำหาสิ่งผิดปกติภายในและทำการส่องกล้องพิเศษภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อตรวจดูสิ่งผิดปกติประกอบกับทำการวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างชัดเจนมากขึ้น หรือแพทย์อาจจะมีการตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) เมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไม่เคยมีประวัติการตรวจโรคนี้มาก่อน เพื่อวินิจฉัยแยกโรคที่อาจเป็นสาเหตุของการถ่ายเป็นเลือดหรือความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ร่วมด้วย

การรักษาโรคริดสีดวงทวาร
ในปัจจุบันการรักษาโรคริดสีดวงทวารสามารถรักษาได้หลายวิธี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ประกอบกับชนิดของโรคและระดับความรุนแรง

  • กรณีที่ไม่รุนแรง

ในกรณีนี้ ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แพทย์จะแนะนำวิธีในการดูแลตนเองควบคู่กับการใช้ยา โดยเน้นให้มีการรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ดูแลบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารให้แห้งและสะอาด รวมถึงมีการแช่น้ำอุ่นบริเวณก้นเป็นประจำ ควบคู่กับการทายาและการรับประทานยาในกลุ่มแก้ปวด เพื่อช่วยให้บรรเทาอาการปวด คัน หรือเจ็บบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารน้อยลง

  • กรณีขั้นรุนแรง

หากเป็นขั้นรุนแรงหรืออาการของโรคส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์จะมีการรักษาด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม คือ การฉีดยา เพื่อให้หลอดเลือดเกิดการตีบและหดตัวกลับเข้าไป อาจก่อให้เกิดอาการปวดเล็กน้อยขณะฉีดยา การใช้ยางรัด เพื่อตัดการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้น ทำให้เกิดการฝ่อและแห้งของริดสีดวงทวารภายใน 1 สัปดาห์ การจี้ริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์ อินฟราเรด หรือเครื่องจี้ไฟฟ้า เป็นการใช้ความร้อนหรือเลเซอร์จี้ไปที่หัวริดสีดวงทวาร ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการรักษา และการผ่าตัด เป็นวิธีใช้การรักษาโรคริดสีดวงทวารที่อยู่ในระยะรุนแรง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดเอาริดสีดวงออก เป็นวิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิมที่ให้ผลการรักษาได้ดีและมีโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำน้อย โดยแพทย์จะผ่าส่วนที่เป็นริดสีดวงทวารออก
  2. การผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือเย็บติด เป็นการผ่าตัดสำหรับการรักษาริดสีดวงทวารชนิดภายใน ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นเลือดที่จะไปเลี้ยงบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารจนให้เกิดการฝ่อและหลุดไป โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือคล้ายเครื่องยิงลวดในการตัด เย็บ และผูกหัวริดสีดวง

การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
ทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคริดสีดวงทวาร คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร

  • เริ่มต้นด้วยการดูแลเรื่องระบบขับถ่ายให้เป็นนิสัย ฝึกเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา
  • ไม่กลั้นอุจจาระ เพราะจะส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายที่ผิดปกติและถ่ายได้ยากมากขึ้น
  • ระวังอย่าให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเดิน หรือท้องเสียบ่อย ๆ
  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มมากขึ้น เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชประเภทต่างๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ถ้ามีการปรับวิธีในการรับประทานอาหารที่ยังไม่ได้ผลดีเพียงพอ
  • อาจมีการรับประทานอาหารเสริมประเภทไฟเบอร์หรือสารที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย
  • ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรหาวิธีลดความอ้วนอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • ออกกำลังกายให้เพียงพอ พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

“โรคริดสีดวงไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่อาจทำให้เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ ได้ หลายคนรู้สึกอายที่เป็นบ่อยครั้งกว่าจะไปพบหมอได้ก็เป็นขั้นรุนแรงแล้ว ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยา ถ้าหากเราได้มีการศึกษาให้ดีถึงอาการ สาเหตุ และวิธีการรักษา จะทำให้เราทราบได้ว่าโรคริดสีดวงมีส่วนทำให้กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างไร”