ปัญหามลพิษและปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์และเด็กเล็กอย่างไรบ้าง

เนื่องด้วยพฤติกรรมของเด็กและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กยังไม่ได้แข็งแรงมากนักที่จะสามารถป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโรคและฝุ่นละอองต่างๆได้ดังนั้นเราจึงควรมีวิธีการดูแลเด็กเด็กหรือแม้แต่ทารกในครรภ์ให้มีสุขภาพดีห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการดูแลร่างกายของผู้หญิงที่ตั้งท้องรวมถึงเด็กเล็กๆว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

1 หากเป็นการดูแลทารกที่ยังอยู่ในท้องของแม่ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาอวัยวะต่างๆของร่างกายรวมถึงระบบทางเดินหายใจปอดและสมองดังนั้นหากถ้าหญิงคนใดที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งท้องควรจะหลีกเลี่ยงไปในจุดที่เสี่ยงต่อการเจอกับฝุ่นมลพิษเพื่อป้องกัน

ไม่ให้ผลกระทบไปเกิดกับเด็กในครรภ์โดยเฉพาะหากอายุครรภ์ยังไม่ถึงหกเดือนควรที่จะต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีนั่นก็เพราะว่าหากเด็กในท้องได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 แล้วมันจะมีผลอันตรายในระยะยาวต่อเด็กในครรภ์ได้เลยซึ่งมีผลต่อระบบการพัฒนาสมองและระบบการทำงานของปอด

2 และสำหรับการดูแลเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงเก้าขวบหากเป็นการอยู่ที่บ้านก็ควรจะมีการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้ฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในบริเวณบ้านได้ควรมีการจัดเก็บทำความสะอาดบ้านไม่ให้มีฝุ่นผงและยิ่งในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโรคภูมิแพ้หรือแม้แต่โรคหัวใจ โรคหืด โรคเกี่ยวกับปอดเรื้อรังยิ่งต้องมีการดูแลรักษาความสะอาดของบ้านอาคารที่อยู่อาศัยให้มากขึ้นงดเว้นการจุดธูป การสูบบุหรี่ภายในบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสูดอากาศที่เป็นพิษเข้าไป

3 และสำหรับการดูแลเด็กเล็กๆที่ต้องไปใช้ชีวิตเองที่โรงเรียนทางด้านโรงเรียนเองรวมถึงคุณครูที่ดูแลรับผิดชอบเด็กคุณจะดูแลให้เด็กอยู่แต่ในอาคารเรียนในช่วงนี้คุณหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งและในห้องเรียนก็ควรให้เด็กใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน

การสูดฝุ่นละอองรวมถึงห้ามคุณครูสูบบุหรี่ในห้องเรียนและหากในเขตพื้นที่ของโรงเรียนเช็คแล้วว่าค่าฝุ่นPM2.5 ในพื้นที่เขตโรงเรียนมีปริมาณเยอะเกินมาตรฐานกำหนดอาจควรพิจารณาให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพของเด็กในเขตพื้นที่โรงเรียน

ข้อมูลที่แจ้งมาทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่แนะนำในเรื่องของการดูแลสุขภาพของเด็กทั้งที่อยู่ในครรภ์ของมารดาและอยู่นอกครรภ์ของมารดาเพื่อให้ห่างไกลจากปัญหาในละอองPM2.5 ซึ่งกำลังเป็นอันตรายกับทุกคนเป็นอย่างมากในช่วงนี้

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เลือกอาหารก่อน และ หลัง ออกกำลังกายยังไงดีนะ 

การกินอาหารก่อนออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานหรือมีแรงในการออกกำลังกายได้มากขึ้นและนานขึ้นด้วย เพราะระหว่างการออกกำลังกายร่างกายเราจะใช้พลังงานและแรงค่อนข้างเยอะกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องเลือกกินอาหารให้เหมาะสมก่อนออกกำลังกาย

และกลับกันการเลือกกินอาหารหลังออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะร่างกายคุณหลังจากออกกำลังกายมาได้มีการสุญเสียพลังงานไปและมีการสูญเสียน้ำและกล้ามเนื้อเช่นกัน ดังนั้น การกินหลังออกกำลังกายก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับที่เราเลือกออกกำลังกายไปเช่นกัน 

การเลือกอาหารก่อน หรือ หลังออกกำลังกาย เราต้องดูด้วยว่าเราเลือกออกกำลังกายแบบไหนไป เพราะประเภทของออกกำลังกายและความต้องการสารอาหารจะไม่เหมือนกัน 

หากคุณเลือกออกกำลังกายแบบ Strength Training หรือ การออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือเรียกอีกอย่างว่า การเวทเทรนนิ่ง ร่างกายจะต้องการโปรตีนเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนออกกำลังกายสัก 1-2 ชั่วโมง คุณควรเลือกกินอหารประเภท โปรตีน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ อย่าง อกไก่ ไข่ต้ม

และ ควรเลือกกิน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ขนมปังโฮลวีท ข้าวกล้อง เพื่อที่จะได้ให้ร่างกายมีแรงในการยกเวท และที่เลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะมีการปล่อยพลังงานให้ร่างกายอย่างช้าๆ คุณจะได้มีแรงหรือพลังงานนานขึ้น ส่วนหลังการออกกำลังกายประมาณ 30 นาที – 2 ชั่วโมง คุณควรเลือกอาหารประเภท โปรตีนเป็นหลัก อย่างน้อยต้องให้โปรตีนถึง 10-20 กรัม และหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือ น้ำตาล

หากคุณเลือกออกกำลังกายแบบ Cardio Training หรือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความฟิตและเผาผลาญไขมัน หรือ การออกกกำลังกายเพื่อ burn ไขมัน อย่าง การเดิน การวิ่ง การกระโดดเชือก การแอโรบิก เป็นต้น คุณควรกินอาหารก่อนออกกำลังกายสัก 1-3 ชั่วโมง โดยเลือกกินอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ประมาณ 200-300 กรัม และเสริมด้วยโปรตีนและไฟเบอร์

เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำหรับการไปออกกำลังกาย อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่าง ข้าวกล้อง มันม่วง ธัญพืชต่างๆ เพื่อคุณได้อยู่ท้องและมีเรียวแรงไปออกกำลังกาย ส่วนโปรตีนและไฟเบอร์ อาจจะเป็น ปลาสักครึ่งตัว กินคู่สลัดก็ได้ ส่วนอาหารหลังออกกำลังกาย ควรกินภายใน 30 นาที – 1 ชั่วโมง โดยเน้นเป็นดื่มน้ำเปล่ามากๆ

เพราะเราเสียเหงื่อไปกับการ Cardio ค่อนข้างเยอะ ส่วนอาการควรเลือกอาหารทีให้พลังงานไม่มากจนเกินไป โดยคุณอาจจะกิน กล้วยสัก 1 ลูก คู่กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ก็พอที่จะทำให้อยู่ท้องได้ เพราะการที่เราไปCardio เพราะเราต้องการที่จะเผาผลาญไขมันออก เพราะฉะนั้นหากออกเสร็จแล้วก็อย่าเผลอกินหนักไปนะ!

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

เกินมาตรฐานอีกแล้วพีเอ็ม 2.5 

เชื่อว่าหลายคนก็ต้องบ่นประโยคนี้เหมือนกัน

ว่าเมื่อไรจะจัดการได้เรียบร้อยสักทีทนมาเกือบปีแล้วกับปัญหาพีเอ็ม 2.5 ตื่นเช้ามาต้องเจอกับฝุ่นลอยเต็มท้องฟ้าขมุกขมัวบรรยากาศไม่สดชื่นมองไม่เห็นเมฆสักก้อนทั่วทั้งกรุงเทพและปริมณฑลผ่านมาเกือบปีตอนนี้ประชาชนเริ่มมีปัญหาเรื่องของสุขภาพเค้ามากันมากมาย 

อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ปัญหาค่าพีเอ็ม 2.5

มีปัญหากับประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นอย่างมากเพราะตื่นเช้าออกจากบ้านมาก็ต้องมาเจอฝุ่นละอองซึ่งทำให้สุขภาพร่างกายของคนทำงานอย่างเราสุดโทรมลงไม่แข็งแรงปัจจุบันเวลาที่ออกจากบ้านทุกคนจะต้องหาหน้ากากอนามัยมาปิดซึ่งณตอนนี้สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือการขาดแคนหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ

ดังนั้นสำหรับคนที่หาซื้อไม่ได้ก็จะทำให้มีผลกระทบกับสุขภาพอนามัยของคนนั้นนั้นโดยเริ่มต้นจะมีอาการแสบจมูกหายใจไม่สะดวกและต่อมาก็จะทำให้เป็นโรคไข้หวัดโรคเกี่ยวกับปอดโรคเกี่ยวกับระบบทรงเดินหายใจซึ่งตอนนี้ค่ามาตรฐานของอากาศที่เป็นอยู่เกินค่ามาตรฐานแทบทุจุดของประเทศไทยยิ่งต้องการให้มีมาตรการป้องกันออกมามากเท่าไหร่

ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยตอนนี้พื้นที่ที่เป็นสีส้มมีมากกว่าครึ่งของประเทศแล้ว

ซึ่งมีการประกาศให้ประชาชนงดใช้กิจกรรมกลางแจ้งแต่ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้สามารถช่วยเหลือได้เพราะประชาชนส่วนใหญ่เริ่มที่จะต้องสูตรควันพิษตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านแล้วซึ่งแต่ละคนใช้ระยะเวลาในการเดินทางออกจากบ้านกว่าจะถึงที่ทำงานบางคนก็เกือบชั่วโมง

ดังนั้นในระหว่างที่เดินทางนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนสูตรเอาควันพิษเข้าไปได้เต็มปอดอย่างเต็มที่แล้วยังมีขากลับในช่วงเย็นที่ยังจะต้องมานั่งสุดมลพิษทางอากาศกันอีกด้วยซึ่งสำหรับตอนนี้ค่ามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในวันนี้ส่งมาถึงที่อันดับที่ 11 ของโลก

โดยอันดับหนึ่งอย่างของฉันอยู่ที่ประเทศอินเดีย

ซึ่งอันที่จริงเราไม่ควรไปแย่งความเป็นแชมป์กับประเทศอื่นๆในตอนนี้คงไม่สามารถเพิ่งเพียงรัฐบาลเพียงอย่างเดียวได้แล้วเราประชาชนคนไทยทุกคนควรจะร่วมแรงร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหา ฝุ่นละอองนี้กันมากขึ้น

โดยส่วนหนึ่งมาจากคนขับรถยนต์มันท้องถนนซึ่งหากเราช่วยกันดูแลเรื่องของปัญหาควันรถได้ปัญหาการจุดไฟเผาไม่อย่าได้ก็จะมีส่วนช่วยให้ค่าฝุ่นละอองลดลงได้เช่นเดียวกันปัญหาค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแต่เป็นปัญหาที่คนทั้งประเทศต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของทุกคน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ผู้ป่วยติดเตียง

ผู้ป่วยติดเตียง
เดี๋ยวนี้เมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมคนสูงอายุ ซึ่งเมื่อไปสู่วัยนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หลายครอบครัวจะต้องเจอกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยไข้ของคนสูงอายุที่จำเป็นต้องเข้ารับการดูแลและรักษาในโรงหมอ ซึ่งเมื่อออกมาจากโรงพยาบาล จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หน้าที่พวกนี้ก็เลยเป็นของคนภายในครอบครัว บางคราวบางทีอาจไม่รู้เรื่องกระบวนการดูแลผู้เจ็บป่วยสูงอายุอย่างถูกแนวทาง ก็เลยทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เจ็บป่วยรวมทั้งผู้ดูแลเองก็อาจจะป่วยตามไปด้วย

หน่วยบริการพยาบาลคนไข้ที่บ้าน แผนกแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามา มีแนวทางเริ่ม “โครงการพยาบาลเยี่ยมบ้าน” ขึ้น เพื่อติดตามให้คำปรึกษากรรมวิธีดูแลรักษาสุขภาพร่างกายแก่คนเจ็บรวมทั้งพี่น้องที่บ้าน

หัวหน้าหน่วยบริการพยาบาลคนเจ็บที่บ้านฯ บอกว่า เริ่มดำเนินแผนการมาตั้งแต่ปี 2517 จนกระทั่งตอนนี้ เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยที่กลับไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน ซึ่งเป็นคนชราหรือผู้เจ็บป่วยติดเตียงที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยก่อนคนเจ็บกลับไปอยู่ที่บ้าน พยาบาลจะสอนและฝึกฝนความสามารถกรรมวิธีดูแลต่างๆ ให้กับบุคคลในครอบครัว ตัวอย่างเช่น การให้อาหารทางสายยาง กระบวนการทำแผล การดูดเสลด การให้ออกซิเจนที่บ้าน และก็การดูแลสุขลักษณะระบบขับถ่าย ฯลฯ

ในการดูแลผู้สูงวัย หรือผู้เจ็บป่วยติดเตียง ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เน้นย้ำความถนัดการดูแลเรื่องความสะอาด ถูกตามแนวทางรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลด้านสุขลักษณะ เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยทำให้คนป่วยรู้สึกสบาย ครอบครัวควรจะฝึกฝนพินิจความประพฤติคนเจ็บว่าอยากได้สิ่งใด ได้แก่ รู้สึกเมื่อยล้า กระหายน้ำหรือคันที่ผิวหนัง อยากชำระล้างแต่ว่าทำเองมิได้ ฯลฯ

อย่างไรก็แล้วแต่ “การใช้ผ้าอ้อมคนแก่” กำลังได้รับความนิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยยิ่งไปกว่านั้นสำหรับเพื่อการดูแลคนไข้ที่บ้าน เพราะสบาย ลดภาระหน้าที่หรือความยุ่งยากสำหรับในการชำระล้างสิ่งสกปรกจากการขับถ่าย แม้กระนั้นถ้าคนภายในครอบครัวใส่ผิดแนวทาง อาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยป่วยไข้ แล้วก็ปัสสาวะรั่วซึมได้

โดยเหตุนี้ ครอบครัวจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ผ้าอ้อมคนแก่ให้เหมาะสมกับขนาดและก็กิจกรรมของคนไข้ อาทิเช่น อ่านฉลากขนาดผ้าอ้อมให้เหมาะสมกับรอบเอวของคนป่วย เลือกใช้ผ้าอ้อมแบบสวมให้กับคนป่วยเพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูร่างกาย หรือใช้แผ่นรองดูดซับเสริมสำหรับปูเตียงในผู้ป่วยติดเตียง ปรับระดับการใส่ผ้าอ้อมให้กระชับ เพื่อความสบายตัว ไม่รั่วซึม

ที่สำคัญควรจะหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 4 ชั่วโมง หรือเมื่อใดก็ตามที่ถ่าย ชำระล้างผิวหนังพร้อมดูดซึมผิวให้แห้ง เพื่อป้องกันการเกิดแผลรอบๆ ผิวหนังและไม่โรยแป้งเพื่อปกป้องการสั่งสมเชื้อโรคในรอบๆ ที่อับชื้นแล้วก็จุดอำพราง แม้มีผื่นหรือแผล ควรจะขอคำแนะนำหมอเพื่อการดูแลและรักษาที่ถูกต้องถัดไป เพื่อสุขลักษณะและสุขภาพด้านหัวใจที่ดี

โรคที่มากับปลาร้า

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักปลาร้าใช่ไหม เพราะว่าปลาร้านั้นโด่งดังมากในวงการอาหาร เพราะเป็นวัตถุดิบหลักเลยที่ใช้ทำอาหารไทย ที่เป็นที่นิยม แค่มีปลาร้าก็พูดได้ว่ารู้สึกนัวแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่า การรับประทานปลาร้าก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกันนะ ปลาร้าทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือโรคไตนั่นเอง

1. กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา
ปลาร้ามีส่วนทำลาย วิตามินบี 1 ซึ่งวิตามินบี 1 ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้การขาดวิตามินบี 1 ยังทำให้เกิดภาวะเป็นโรคเหน็บชา ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า บวม แดง นอกจากการทานปลาร้าจะทำลายวิตามินบี 1 แล้ว ยังมีพฤติกรมมอื่นๆ อีกที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 1 เช่น การรับประทานแต่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสี หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่ ปลาน้ำจืดดิบ หอยลายดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น

2. โรคไต
ปลาร้ามี สารอาหารมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินเค และเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเหมือนปลาทั่วไป แต่ขั้นตอนการทำปลาร้านั้น แน่นอนว่าต้องใช้เกลือในปริมาณมากทำให้ ปลาร้านั้นมีปริมาณโซเดียมที่สูง และการนำปลาร้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ ถือเป็นการปรุงรสที่เข้มข้นอยู่แล้ว หรือเรียกว่ารสจัด เพราะการเติมปลาร้าในอาหารต่างๆ ก็เหมือนกับการใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป จึงเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการในแต่ละวัน จนอาจเสี่ยงโรคไตได้

วิธีรับประทานปลาร้าอย่างปลอดภัย
1. ต้มปลาร้าให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ทั้งเนื้อปลาร้า และน้ำปลาร้า เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในปลาร้า ด้วยความร้อน ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อเราด้วย

2. ไม่รับประทานปลาร้า และน้ำปลาร้ามากเกินไป เพราะปลาร้ามีโซเดียมสูง อาจทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคไตได้

3. ดูแลรักษาสัตว์ที่เป็นแหล่งแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ตับ คือ สุนัข แมว ฯลฯ (อาหารประเภท หอย ปลา กินแบบปรุงสุก) เพื่อกำจัดตัวอ่อน พยาธิใบไม้ในโฮส์กึ่งกลาง (อาหารทุกเมนูปรุงให้สุกด้วยความร้อน)

4. รับประทานปลาร้ากับผักชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารมากยิ่งขึ้น การรับประทานแต่ปลาร้าอาจทำให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป

5. นำปลาร้าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ปลาร้าบอง ปลาร้าสับ ฯลฯ ก่อนรับประทาน

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมอง

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมองนั้น คงเป็นอะไรที่ทุกคนไม่คาดคิดคาดฝัน หรือไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะป่วยเป็นอะไร อย่างน้อยก็แค่คิดว่าป่วยธรรมดา สิ่งที่ต้องทำจริงๆ เลย ของผู้ที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง คือ เข้ารับการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ กรณีที่เข้ารับการรักษาที่ช้า จะทำให้หายจากอาการช้า มีความป่วยแบบเรื้อรัง ฟื้นตัวยากขึ้น หรืออาจรักษาไม่ได้เลย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรที่จะศึกษาทำความรู้จักกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นความรู้ติดตัวไว้บ้าง เพื่อที่จะได้หาหนทางแก้ไขให้ทันท่วงที

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร
เลือดเป็นสิ่งสำคัญในร่างกายของคนเราเพราะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหลายๆ ส่วนในร่างกาย เซลล์สมองก็เช่นกัน เซลล์สมองจำเป็นจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดเพื่อความอยู่รอด โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นจากการที่บางส่วนของสมองมีขาดเลือดหรือเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วย 2 ชนิด ชนิดแรก คือ
1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เกิดจากการที่หลอดเลือดผิดปกติมีความอุดตัน ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงไม่ได้
2. ภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตกเลือดในสมอง

มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีภาวะสมองขาดเลือด ในกรณีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองได้แบบกะทันหัน จะเรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนเลยว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างถาวร ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างจริงจัง สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะ TIA เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery Disease) ซึ่งหมายถึงการที่พบคราบไขมันเกาะอยู่ในหลอดเลือดแดงคาโรติด คราบไขมันจะปิดกั้นเส้นทางเดินทางของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ส่วนภาวะเลือดออกในสมองนั้นเกิดขึ้นได้น้อยกว่า โดยสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมองนั้น เกิดขึ้นจากการแตกตัวของหลอดเลือดหรือการโป่งพองของหลอดเลือด (ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดมีการขยายตัวเพราะผนังหลอดเลือดอ่อนแอ)

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
การมีอาการดังต่อไปนี้ เพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น

• มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ

• หลอดเลือดอุดตันหรือแข็งตัว

• เคยมีประวัติเกิดภาวะ TIA

• เคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

• เคยมีประวัติหัวใจวาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อาการโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

1. เกิดความรู้สึกชาหรืออ่อนแรงอย่างกะทันหัน บริเวณใบหน้า แขน และ/หรือขาชา โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง

2. เกิดความรู้สึกสับสน พูดลำบาก และพูดไม่เป็นภาษา

3. มีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงเห็นภาพซ้อน เห็นภาพพร่ามัว หรือเกิดภาวะมืดบอดในตาหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง

4. เกิดความรู้สึกเวียนหัวอย่างกะทันหัน มีปัญหาในการเดิน สูญเสียการทรงตัว และการประสานงานของร่างกาย

5. ปวดหัวหนักโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างกะทันหัน

การรักษาและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
ปกติแล้ว โรคหลอดเลือดสมองจะถูกรักษาด้วยการใช้รังสีร่วมรักษา การใช้รังสีร่วมรักษามีอยู่ 3 หลักการดังต่อไปนี้

• สลายการอุดตันของเลือดในหลอดเลือด

• ขยายหลอดเลือดที่ตีบตัว

• ปิดหลอดเลือดที่แตกหรือโป่งพองในสมอง

อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะการสังเกตร่างกายของตนเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรารู้ทันโรคต่างๆ ได้ รวมถึงการรู้จักกับภาวะแรกเริ่มของโรคหลอดเลือดสมอง และการรักษาอย่างฉุกเฉินให้ทันเวลา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รับประกันโอกาสรอดชีวิตทั้งสิ้น

ออกกำลังกายช่วยบริหารสุขภาพสมอง

การออกกำลัง “กาย” ชื่อก็บอกอยู่เป็นการใช้ “ร่างกาย” ในการออกกำลัง ประโยชน์ที่ได้จึงตกอยู่กับทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอก หรือระบบร่างกายภายใน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต หรือระดับไขมันในเลือดที่ลดลงไปด้วย แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะลืม คือ “สมอง” เองก็ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

การออกกำลังกาย VS สุขภาพสมอง
แม้ว่าการออกกำลังกายจะให้ประโยชน์กับร่างกายทุกส่วน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการออกกำลังกายที่ใช่อวัยวะต่างๆ ในการพัฒนากล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกี่ยวข้องกับสมองมากน้อยแค่ไหน แต่หากให้อธิบายคร่าวๆ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพสมองได้ ดังนี้

แอโรบิค รวมถึงวิ่ง และปั่นจักรยาน
ช่วยเพิ่มความจุของปอดให้แข็งแรง และหัวใจให้สามารถสูบฉีดโลหิตได้มาก และรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับการลำเลียงออกซิเจนไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อสมองเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มเซลส์ของเส้นประสาทในสมองมากขึ้น และยังเพิ่มโปรตีนในสมองมากขึ้นอีกด้วย จึงทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ราวกับสมองของคนหนุ่มสาว

ออกกำลังกายเบาๆ อย่าง โยคะ ไท่เก๊ก รวมถึงการยกน้ำหนัก
จากรายงานบางส่วนพบว่า การออกกำลังกายเน้นส่วนอย่างการยกน้ำหนัก และการออกกำลังเบาๆ ช้าๆ อย่าง โยคะ และไท่เก๊ก ช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองได้ การออกกำลังกายแบบนี้จึงเหมาะกับผู้สูงวัย เพื่อลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้

ออกกำลังกายมากเท่าไร ถึงส่งผลดีต่อสมอง
ยังไม่มีรายงานศึกษาอย่างชัดเจนว่าต้องออกกำลังแบบไหน และเท่าไรถึงจะส่งผลต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่นักวิจัยและแพทย์มมักแนะนำ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเป็นประจำ โดยเฉพาะวัยทำงาน และวัยสูงอายุที่เริ่มออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยลงเรื่อยๆ

แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และจะส่งผลดีต่อทั้งสมอง และร่างกายหากเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่หลากหลายไม่ซ้ำกันไปเรื่อยๆ

อย่าลืมรับประทานอาหารที่บำรุงสมองอย่างไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล ถั่ว ธัญพืช ผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และทำกิจกรรมฝึกสมองเมื่อมีเวลาว่าง เช่น เล่นเกมที่ฝึกความจำ คำนวณตัวเลขง่ายๆ เขียนไดอารี่ เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น

ถ้าเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร

ถ้าหากเราเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร หรือมีการดูแลตนเองอย่างไร

 รู้มั้ยตับทำหน้าที่อะไร?

คนเรายังไงก็ต้องมีตับทุกคน ตับของเราเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุด และใหญ่ที่สุดด้วย มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ตับจะอยู่ฝั่งขวาใต้กระดูกซี่โครง มีน้ำหนักประมาณหนึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง ปกติแล้วตับของเราจะมีสีแดง น้ำตาลๆ มีลักษณะเป็นกลีบสองกลีบอยู่ข้างๆกันซ้ายและขวา ปกติแล้วเราไม่สามารถคลำตับได้จากภายนอก แต่ถ้าหากตับมีอาการผิดปกติ โตขึ้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่งจะทำให้เรามีอาการจุกได้

ตับมีหลอดเลือดที่สำคัญ ใช้ทำหน้าที่ในการผ่านเข้าออก 3 ช่องทาง คือ

  1. hepatic portal vein หลอดเลือดดำจากลำไส้เล็ก น้ำกลูโคส และสารอาหารอื่นๆที่พึ่งผ่านการย่อยและดูดซึมมาส่งให้ตับเพื่อทำการคัดแยกประเภทดำเนินกรรมวิธีตามหน้าที่ของตับ
  2. hepatic artery หลอดเลือดแดงจากหัวใจ จะทำหน้าที่นำเลือดแดงที่อุดมไปด้วยออกซิเจนมาส่งเลี้ยงเซลล์ตับ ขณะเดียวกันก็รับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นของเสียของตับ ส่งออกมาทางหลอดเลือดดำ เพื่อส่งกลับไปหาหัวใจและปอด
  3. hepatic vein หลอดเลือดดำจากตับ จะเข้าสู่หลอดเลือดดำหัวใจ ทั้งนี้ตับจะฝากเอาคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาลกลูโคส และสารอาหาร ออกไปด้วย รวมทั้งตับอ่อนก็ได้ช่วยส่งอินซูลิน ให้หัวใจส่งไปรับออกซิเจนก่อนแล้วจึงแจกจ่ายไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย ดังนั้น

หน้าที่หลักของตับจะสรุปง่ายๆดังนี้ คือ

1.เป็นอวัยวะที่กักเก็บสารอาหาร และทุกๆอย่างที่เรารับประทานเข้าไป

  1. เป็นอวัยวะที่ไว้กำจัดขยะ ของเสีย ของมีพิษในร่างกาย เพื่อเตรียมขับออก
  2. คัดเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่นโปรตีน เพื่อนำไปใช้สงเคราะห์ทดแทนอวัยวะที่สึกหรอทั่วร่างกาย และอื่นๆ
  3. ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจำเชื่อโรค เป็นต้น ด้วยหน้าที่หลายๆอย่างของตับ จึงทำให้เราต้องเฝ้าระวังและหมั่นรักษาตับของเราให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ห่างไกลโรคภัยและร่างกายแข็งแรงจ้า