โรคที่มากับปลาร้า

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักปลาร้าใช่ไหม เพราะว่าปลาร้านั้นโด่งดังมากในวงการอาหาร เพราะเป็นวัตถุดิบหลักเลยที่ใช้ทำอาหารไทย ที่เป็นที่นิยม แค่มีปลาร้าก็พูดได้ว่ารู้สึกนัวแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่า การรับประทานปลาร้าก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้เหมือนกันนะ ปลาร้าทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือโรคไตนั่นเอง

1. กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเหน็บชา
ปลาร้ามีส่วนทำลาย วิตามินบี 1 ซึ่งวิตามินบี 1 ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้การขาดวิตามินบี 1 ยังทำให้เกิดภาวะเป็นโรคเหน็บชา ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนแรงและชา ที่แขนและขา ปลายมือ ปลายเท้า บวม แดง นอกจากการทานปลาร้าจะทำลายวิตามินบี 1 แล้ว ยังมีพฤติกรมมอื่นๆ อีกที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 1 เช่น การรับประทานแต่ข้าวขาวที่ผ่านการขัดสี หรืออาหารที่มีสารทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่ ปลาน้ำจืดดิบ หอยลายดิบ ปลาร้า ใบชา ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาส้มดิบ แหนมดิบ เป็นต้น

2. โรคไต
ปลาร้ามี สารอาหารมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินเค และเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเหมือนปลาทั่วไป แต่ขั้นตอนการทำปลาร้านั้น แน่นอนว่าต้องใช้เกลือในปริมาณมากทำให้ ปลาร้านั้นมีปริมาณโซเดียมที่สูง และการนำปลาร้ามาใช้เป็นวัตถุดิบ ถือเป็นการปรุงรสที่เข้มข้นอยู่แล้ว หรือเรียกว่ารสจัด เพราะการเติมปลาร้าในอาหารต่างๆ ก็เหมือนกับการใส่เครื่องปรุงรสมากเกินไป จึงเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการในแต่ละวัน จนอาจเสี่ยงโรคไตได้

วิธีรับประทานปลาร้าอย่างปลอดภัย
1. ต้มปลาร้าให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ทั้งเนื้อปลาร้า และน้ำปลาร้า เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในปลาร้า ด้วยความร้อน ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อเราด้วย

2. ไม่รับประทานปลาร้า และน้ำปลาร้ามากเกินไป เพราะปลาร้ามีโซเดียมสูง อาจทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคไตได้

3. ดูแลรักษาสัตว์ที่เป็นแหล่งแพร่กระจายของพยาธิใบไม้ตับ คือ สุนัข แมว ฯลฯ (อาหารประเภท หอย ปลา กินแบบปรุงสุก) เพื่อกำจัดตัวอ่อน พยาธิใบไม้ในโฮส์กึ่งกลาง (อาหารทุกเมนูปรุงให้สุกด้วยความร้อน)

4. รับประทานปลาร้ากับผักชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารมากยิ่งขึ้น การรับประทานแต่ปลาร้าอาจทำให้เราขาดสารอาหารบางอย่างไป

5. นำปลาร้าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ปลาร้าบอง ปลาร้าสับ ฯลฯ ก่อนรับประทาน

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมอง

สัญญาณเตือนแรกของโรคหลอดเลือดสมองนั้น คงเป็นอะไรที่ทุกคนไม่คาดคิดคาดฝัน หรือไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะป่วยเป็นอะไร อย่างน้อยก็แค่คิดว่าป่วยธรรมดา สิ่งที่ต้องทำจริงๆ เลย ของผู้ที่มีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง คือ เข้ารับการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ กรณีที่เข้ารับการรักษาที่ช้า จะทำให้หายจากอาการช้า มีความป่วยแบบเรื้อรัง ฟื้นตัวยากขึ้น หรืออาจรักษาไม่ได้เลย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เราควรที่จะศึกษาทำความรู้จักกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นความรู้ติดตัวไว้บ้าง เพื่อที่จะได้หาหนทางแก้ไขให้ทันท่วงที

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร
เลือดเป็นสิ่งสำคัญในร่างกายของคนเราเพราะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหลายๆ ส่วนในร่างกาย เซลล์สมองก็เช่นกัน เซลล์สมองจำเป็นจะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดเพื่อความอยู่รอด โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นจากการที่บางส่วนของสมองมีขาดเลือดหรือเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วย 2 ชนิด ชนิดแรก คือ
1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เกิดจากการที่หลอดเลือดผิดปกติมีความอุดตัน ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงไม่ได้
2. ภาวะเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตกเลือดในสมอง

มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองมีภาวะสมองขาดเลือด ในกรณีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองได้แบบกะทันหัน จะเรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) ภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนเลยว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างถาวร ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอย่างจริงจัง สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะ TIA เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery Disease) ซึ่งหมายถึงการที่พบคราบไขมันเกาะอยู่ในหลอดเลือดแดงคาโรติด คราบไขมันจะปิดกั้นเส้นทางเดินทางของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ส่วนภาวะเลือดออกในสมองนั้นเกิดขึ้นได้น้อยกว่า โดยสาเหตุของภาวะเลือดออกในสมองนั้น เกิดขึ้นจากการแตกตัวของหลอดเลือดหรือการโป่งพองของหลอดเลือด (ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดมีการขยายตัวเพราะผนังหลอดเลือดอ่อนแอ)

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
การมีอาการดังต่อไปนี้ เพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น

• มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ

• หลอดเลือดอุดตันหรือแข็งตัว

• เคยมีประวัติเกิดภาวะ TIA

• เคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

• เคยมีประวัติหัวใจวาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
อาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน อาการโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

1. เกิดความรู้สึกชาหรืออ่อนแรงอย่างกะทันหัน บริเวณใบหน้า แขน และ/หรือขาชา โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง

2. เกิดความรู้สึกสับสน พูดลำบาก และพูดไม่เป็นภาษา

3. มีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงเห็นภาพซ้อน เห็นภาพพร่ามัว หรือเกิดภาวะมืดบอดในตาหนึ่งข้างหรือทั้งสองข้าง

4. เกิดความรู้สึกเวียนหัวอย่างกะทันหัน มีปัญหาในการเดิน สูญเสียการทรงตัว และการประสานงานของร่างกาย

5. ปวดหัวหนักโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างกะทันหัน

การรักษาและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
ปกติแล้ว โรคหลอดเลือดสมองจะถูกรักษาด้วยการใช้รังสีร่วมรักษา การใช้รังสีร่วมรักษามีอยู่ 3 หลักการดังต่อไปนี้

• สลายการอุดตันของเลือดในหลอดเลือด

• ขยายหลอดเลือดที่ตีบตัว

• ปิดหลอดเลือดที่แตกหรือโป่งพองในสมอง

อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะการสังเกตร่างกายของตนเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรารู้ทันโรคต่างๆ ได้ รวมถึงการรู้จักกับภาวะแรกเริ่มของโรคหลอดเลือดสมอง และการรักษาอย่างฉุกเฉินให้ทันเวลา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รับประกันโอกาสรอดชีวิตทั้งสิ้น

ออกกำลังกายช่วยบริหารสุขภาพสมอง

การออกกำลัง “กาย” ชื่อก็บอกอยู่เป็นการใช้ “ร่างกาย” ในการออกกำลัง ประโยชน์ที่ได้จึงตกอยู่กับทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอก หรือระบบร่างกายภายใน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิต หรือระดับไขมันในเลือดที่ลดลงไปด้วย แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจจะลืม คือ “สมอง” เองก็ได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

การออกกำลังกาย VS สุขภาพสมอง
แม้ว่าการออกกำลังกายจะให้ประโยชน์กับร่างกายทุกส่วน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการออกกำลังกายที่ใช่อวัยวะต่างๆ ในการพัฒนากล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกี่ยวข้องกับสมองมากน้อยแค่ไหน แต่หากให้อธิบายคร่าวๆ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพสมองได้ ดังนี้

แอโรบิค รวมถึงวิ่ง และปั่นจักรยาน
ช่วยเพิ่มความจุของปอดให้แข็งแรง และหัวใจให้สามารถสูบฉีดโลหิตได้มาก และรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับการลำเลียงออกซิเจนไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อสมองเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับออกซิเจนมากขึ้น ช่วยเพิ่มเซลส์ของเส้นประสาทในสมองมากขึ้น และยังเพิ่มโปรตีนในสมองมากขึ้นอีกด้วย จึงทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ราวกับสมองของคนหนุ่มสาว

ออกกำลังกายเบาๆ อย่าง โยคะ ไท่เก๊ก รวมถึงการยกน้ำหนัก
จากรายงานบางส่วนพบว่า การออกกำลังกายเน้นส่วนอย่างการยกน้ำหนัก และการออกกำลังเบาๆ ช้าๆ อย่าง โยคะ และไท่เก๊ก ช่วยเพิ่มความจำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองได้ การออกกำลังกายแบบนี้จึงเหมาะกับผู้สูงวัย เพื่อลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้

ออกกำลังกายมากเท่าไร ถึงส่งผลดีต่อสมอง
ยังไม่มีรายงานศึกษาอย่างชัดเจนว่าต้องออกกำลังแบบไหน และเท่าไรถึงจะส่งผลต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่นักวิจัยและแพทย์มมักแนะนำ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเป็นประจำ โดยเฉพาะวัยทำงาน และวัยสูงอายุที่เริ่มออกกำลังกาย และทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยลงเรื่อยๆ

แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และจะส่งผลดีต่อทั้งสมอง และร่างกายหากเราเลือกวิธีออกกำลังกายที่หลากหลายไม่ซ้ำกันไปเรื่อยๆ

อย่าลืมรับประทานอาหารที่บำรุงสมองอย่างไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล ถั่ว ธัญพืช ผักผลไม้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และทำกิจกรรมฝึกสมองเมื่อมีเวลาว่าง เช่น เล่นเกมที่ฝึกความจำ คำนวณตัวเลขง่ายๆ เขียนไดอารี่ เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เป็นต้น

ถ้าเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร

ถ้าหากเราเป็นไขมันในเลือดสูงต้องทำอย่างไร หรือมีการดูแลตนเองอย่างไร

 รู้มั้ยตับทำหน้าที่อะไร?

คนเรายังไงก็ต้องมีตับทุกคน ตับของเราเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุด และใหญ่ที่สุดด้วย มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ตับจะอยู่ฝั่งขวาใต้กระดูกซี่โครง มีน้ำหนักประมาณหนึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง ปกติแล้วตับของเราจะมีสีแดง น้ำตาลๆ มีลักษณะเป็นกลีบสองกลีบอยู่ข้างๆกันซ้ายและขวา ปกติแล้วเราไม่สามารถคลำตับได้จากภายนอก แต่ถ้าหากตับมีอาการผิดปกติ โตขึ้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่งจะทำให้เรามีอาการจุกได้

ตับมีหลอดเลือดที่สำคัญ ใช้ทำหน้าที่ในการผ่านเข้าออก 3 ช่องทาง คือ

  1. hepatic portal vein หลอดเลือดดำจากลำไส้เล็ก น้ำกลูโคส และสารอาหารอื่นๆที่พึ่งผ่านการย่อยและดูดซึมมาส่งให้ตับเพื่อทำการคัดแยกประเภทดำเนินกรรมวิธีตามหน้าที่ของตับ
  2. hepatic artery หลอดเลือดแดงจากหัวใจ จะทำหน้าที่นำเลือดแดงที่อุดมไปด้วยออกซิเจนมาส่งเลี้ยงเซลล์ตับ ขณะเดียวกันก็รับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นของเสียของตับ ส่งออกมาทางหลอดเลือดดำ เพื่อส่งกลับไปหาหัวใจและปอด
  3. hepatic vein หลอดเลือดดำจากตับ จะเข้าสู่หลอดเลือดดำหัวใจ ทั้งนี้ตับจะฝากเอาคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาลกลูโคส และสารอาหาร ออกไปด้วย รวมทั้งตับอ่อนก็ได้ช่วยส่งอินซูลิน ให้หัวใจส่งไปรับออกซิเจนก่อนแล้วจึงแจกจ่ายไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย ดังนั้น

หน้าที่หลักของตับจะสรุปง่ายๆดังนี้ คือ

1.เป็นอวัยวะที่กักเก็บสารอาหาร และทุกๆอย่างที่เรารับประทานเข้าไป

  1. เป็นอวัยวะที่ไว้กำจัดขยะ ของเสีย ของมีพิษในร่างกาย เพื่อเตรียมขับออก
  2. คัดเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่นโปรตีน เพื่อนำไปใช้สงเคราะห์ทดแทนอวัยวะที่สึกหรอทั่วร่างกาย และอื่นๆ
  3. ตับเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจำเชื่อโรค เป็นต้น ด้วยหน้าที่หลายๆอย่างของตับ จึงทำให้เราต้องเฝ้าระวังและหมั่นรักษาตับของเราให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้ห่างไกลโรคภัยและร่างกายแข็งแรงจ้า